กนง.จัดหนักเป้า GDP 2.3% แบงก์-ไฟแนนซ์-ค้าปลีกเฮ!

#กนง. #ทันหุ้น - กนง. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวได้ถึง 2.3% จากแรงหนุนส่งออก การลงทุน มาตรการรัฐ และท่องเที่ยวดีกว่าคาด คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ป้องกันกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังสดใสหนุนหุ้นค้าปลีก ไฟแนนซ์ ธนาคารพาณิชย์ ท่องเที่ยว อาหารเครื่องดื่มฟื้นตัว
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ พิจารณาปรับประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 2.3% เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมในการประชุมรอบ 29 เมษายน 2569 สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจฟื้นดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์, มาตรการภาครัฐบาล, ผลกระทบของสงครามต่อภาคการท่องเที่ยวน้อยกว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมที่ราว 2.8% และ 2570 ประเมินไว้ที่ราว 1.4% แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังงานและต้นทุน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 ก็ยังคงประเมินไว้ที่ 1.5% และ 1.4% ในปี 2570 ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
“แม้ว่าปรับประมาณการ การขยายตัวของ GDP ปีนี้ขึ้นมาที่ 2.3% แต่หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประมาณการการขยายตัวของ GDP จะอยู่ที่ราว 1.8% ดังนั้นคณะกรรมการฯ จึงยังคงต้องติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อ และการดำเนินนโยบายของภาครัฐอย่างใกล้ชิด”
มีมติคงอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ 7-0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสำคัญทั่วโลกจะพิจารณาดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย “ขาขึ้น” ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อ “ความเคลื่อนไหวเงินทุนไหลออก” และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอ่อนค่า
“การที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงนี้มีความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการที่เงินบาทอ่อนค่าอาจส่งผลดีต่อผู้ประกอบการไทย แม้ว่ายังคงต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเงินทุนที่ในเชิงทฤษฎีอาจไหลออกจากไทย แต่หากเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายคัวได้ต่อเนื่อง ในทางสถิติก็เคยพบว่าแม้มีส่วนต่างอตราดอกเบี้ย แต่ก็ไม่พบเงินทุนไหลออก”
เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังสดใส
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ ธปท.มีมุมมองที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยสูงมากโดยมีการปรับประมาณการ GDP ปี 2569 จาก 1.5% เป็น 2.3% ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับหน่วยงานรัฐอื่นๆ และภาคเอกชนที่ส่วนใหญ่มองไว้ไม่เกิน 2%
ปัจจัยหนุนหลักมาจากการดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ที่เริ่มมีผลอย่างเป็นรูปธรรมในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ขณะที่ภาคการลงทุนและการส่งออกก็มีทิศทางขยับตัวดีกว่าที่ประมาณการไว้เดิม รวมถึงรายได้ภาคเกษตรก็เริ่มกลับมาเติบโตติดต่อกัน 2 เดือน (เม.ย.-พ.ค.) ซึ่งจะช่วยหนุนการบริโภคในระยะถัดไป
พร้อมกันนี้ คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะแตะระดับสูงสุด (Peak) ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ได้แตะระดับสูงสุดไปแล้วในเดือนพฤษภาคม ซึ่งโดยปกติอัตราเงินเฟ้อจะขยับตามหลังราคาน้ำมันประมาณ 2-3 เดือน หลังจากนั้นจะค่อยๆ อ่อนตัวลง ซึ่งจะทำให้แรงกดดันต่อค่าครองชีพและต้นทุนต่างๆ เริ่มคลี่คลายลงในช่วงปลายปี 2569 ตามลำดับ
เมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีหลังดีขึ้น จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ GDP ที่เคยปรับตัวแย่กว่าตลาดในช่วงต้นปี ให้มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้ เช่น กลุ่มค้าปลีก อาทิ GLOBAL, DOHOME กลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ MTC กลุ่มท่องเที่ยว อาทิ ERW MINT และกลุ่มอาหาร/เครื่องดื่ม อาทิ OSP CBG และ SAPPE เป็นต้น
แบงก์ ไฟแนนซ์รับอานิสงส์
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินมุมมอง กนง. ยังจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำที่ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 เป็นจิตวิทยาบวกต่อการลงทุนของกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ MTC, SAWAD เนื่องจากไม่มีแรงกดดันจากต้นทุนดอกเบี้ย และอีกด้านจะเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร KTB, KBANK จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงจบแล้ว
ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มอิงการลงทุนภายในประเทศ รับอานิสงส์เศรษฐกิจไทยที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มนิคม AMATA, WHA กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, GUNKUL, WHAUP กลุ่มรับเหมา STECON, PYLON, INSET และกลุ่มสื่อสาร ADVANC
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
