สหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์จีนรุ่นใหม่ ห้ามนำเข้า อ้างเสี่ยงความมั่นคง

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ขั้นสูง ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์และหุ่นยนต์สี่ขาจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยระบุว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ก่อให้เกิด “ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้” ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
ข้อจำกัดใหม่นี้ บังคับใช้เฉพาะหุ่นยนต์รุ่นใหม่ ไม่รวมรุ่นที่ใช้งานอยู่แล้ว เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการปกป้องอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับจีนในการครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หุ่นยนต์สัญชาติจีนถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับสหรัฐฯ และซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่า จีนได้สร้างความเป็นผู้นำในด้านแอปพลิเคชัน AI สำหรับผู้บริโภคและฮาร์ดแวร์ที่ใช้ AI เช่น หุ่นยนต์ เนื่องจากความสามารถในการผลิตและการนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
คณะกรรมการการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา (FCC) ระบุในแถลงการณ์ว่า อุปกรณ์เหล่านี้อาจสร้างช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ และอาจสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐฯ
เนื่องจากว่าหุ่นยนต์มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและช่องโหว่ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เคยแสดงความกังวลในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน ในกรณีสั่งห้ามขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากจีนในสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงหุ่นยนต์ที่ถูกห้ามนำเข้า แต่ยังรวมไปถึงอุปกรณ์แปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและแผงโซลาร์เซลล์ , อุปกรณ์แปลงพลังงานที่ใช้เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน รวมถึงแบตเตอรี่ที่ใช้เชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้า
ด้าน เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวตอบโต้มาตรการนี้ว่า การกระทำของสหรัฐฯ ใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติในทางที่ผิดเพื่อกดดันบริษัทจีน การกีดกันทางการค้าจะไม่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ แต่จะทำลายผลประโยชน์ของธุรกิจและผู้บริโภคชาวอเมริกัน และเธอได้ให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีน
สัดส่วนตลาดหุ่นยนต์ทั่วโลก
ในปี 2025 หุ่นยนต์จากบริษัทจีนครองส่วนแบ่งการจัดส่งทั่วโลกถึง 90% โดยสหรัฐฯ คือจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหุ่นยนต์ที่ผลิตในจีน ตามข้อมูลจาก Interact Analysis บริษัทวิจัยตลาดและให้ข้อมูลเชิงลึกระดับโลก
ขณะที่ SVRC Research ศูนย์วิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล แนวโน้มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของ Robotics Center ที่ซิลิคอน แวลลีย์ เผยตัวเลขสถิติหุ่นยนต์ที่มีการจัดส่ง โดย 3 อันดับแรกเป็นของบริษัทจีนทั้งหมด
อันดับ 1 : Unitree 5,500 ยูนิต
อันดับ 2 : AgiBot 5,168 ยูนิต
อันดับ 3 : UBITECH 1,100 ยูนิต
อันดับ 4 : Tesla 150 ยูนิต
อันดับ 5 : Figure AI 150 ยูนิต
ภาพจาก SVRC Research
นอกจากนี้ หากจัดอันดับตามความแข็งแกร่งของสิทธิบัตร เผยแพร่โดย LexisNexis บริษัทวิจัยด้านกฎหมาย พบว่า 5 อันดับแรกของโลก เป็นบริษัทสตาร์ตอัปหุ่นยนต์จากประเทศจีน ตามมาด้วย Figure AI จากสหรัฐฯ อันดับที่ 6 และ Agile Robots จากเยอรมนีอันดับ 7
ภาพจาก LexisNexis
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีน
อย่างไรก็ตาม เหลียน จาย ซู หัวหน้านักวิเคราะห์ด้าน AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จาก Omdia บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก ระบุว่า มาตรการสั่งห้ามนำเข้าดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายหุ่นยนต์จีนในระยะสั้นเท่านั้น และอาจจะกระทบน้อยมาก
เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน มีมาอย่างยาวนาน บริษัทหุ่นยนต์จีนเข้าใจโอกาสของพวกเขาดีในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ผลิตจำนวนมาก กำลังมองไปที่ตลาดยุโรปเป็นจุดหมายปลายทางหลักหลังจากนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
