เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,510-1,525 จุด โดยประเด็นความกังวลเงินเฟ้อและ Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นยังคงกดดันและจำกัด Upside สินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่ตึงตัวขึ้น หลังล่าสุดทรัมป์ระบุว่าได้เลื่อนการโจมตีอิหร่านออกมาจากเดิมที่กำหนดเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ชะลอตัวลงกว่า 2% สู่ระดับ US$109 ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามพัฒนาการต่อเนื่องด้านการเจรจาและข้อเสนอยุติสงครามระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย
ส่วนปัจจัยในประเทศตัวเลข GDP 1Q26 ไทย ออกมาดีกว่าคาด +0.7% q-q, +2.8% y-y) หนุนจากการใช้จ่ายที่แข็งแรง และการลงทุนที่พุ่งขึ้น อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าอาจเป็นไตรมาสที่สูงสุดของปี และแนวโน้มการเติบโต y-y จะชะลอตัวลงใน 2Q26 โดยโฟกัสหลักวันนี้ติดตามการประชุมครม.พิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วันนี้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องฝ่ายค้านตีความพรก.เงินกู้ว่าผิดกฎหมายหรือไม่โดยให้ครมม.ชี้แจงใน 7 วัน แต่ปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ซึ่งหากยังเดินหน้าโครงการได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ย. ตามกรอบที่วางไว้ คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นโดยเฉพาะใน 3Q26 ประกอบกับหากราคาพลังงานเริ่มชะลอตัวลงในช่วง 2H26 เราคาดว่าจะเป็นแรงหนุนให้กระแสเงินทุนต่างชาติมีโอกาสพลิกกลับมาทยอยไหลเข้า โดย SET Target ของเราปัจจุบันอยู่ที่ 1,570 จุด คาดกลุ่ม Domestic Play ที่ Laggard มีโอกาสกลับมา Outperform
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง กระทบจำกัดจากสงคราม
หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CPALL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 63 บาท
• หลังจากประกาศกำไร 1Q26 ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โมเมนตัมกำไร 2Q26 เบื้องต้นคาดชะลอเล็กน้อย q-q ตามปัจจัยฤดูกาล แต่คาดยังเติบโต y-y ได้ต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุด SSSG 2QTD ยังเป็นบวกได้เล็กน้อยราว 1-2% ขณะที่ Margin คาดยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
• เราคาดกำไรปกติปี 2026 ที่ 3.1 หมื่นลบ. +11% y-y โดยประเด็นเงินเฟ้อคาดว่ากระทบ CPALL จำกัดและมีความสามารถในการส่งผ่านไปยังราคาขายได้ ด้าน Valuation ยังน่าสนใจมาก เทรด PER 13.7 เท่าและคาดให้ Dividend Yield เกือบ 4% ต่อปี
• แนวรับ 47-46.50 บาท แนวต้าน 48.50//49.50-50 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ แกว่งในกรอบแคบ หลังผ่านการรายงานกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นไปแล้ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ ที่พุ่งขึ้น กดดันตลาดผ่านมาทางเงินเฟ้อ และโอกาสลดดอกเบี้ยที่ช้าลง
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองและมาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล:
o มาตรการลดค่าครองชีพ: นายเอกนิติ นิติธานประภาส รมว.คลัง เตรียมเสนอ ครม. ในวันอังคารนี้ เพื่อพิจารณาแพ็กเกจลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินราว 2 แสนล้านบาท (ดึงจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท) เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยเน้นย้ำว่านโยบายการคลังต้องเป็นแกนนำหลักในการพยุงเศรษฐกิจ
o ความเชื่อมั่น พ.ร.ก. กู้เงิน: นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจต่อการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและมีผู้พร้อมให้กู้ยืม โดยไม่กังวลแม้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย
o แนวทางลดค่าไฟ: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สนับสนุนรัฐบาลในการทบทวนและรื้อสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน (PPA) ในกลุ่ม Adder และ FiT ที่ไม่สะท้อนต้นทุนปัจจุบัน เพื่อหาแนวทางลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม… ข่าวนี้ ลบต่อหุ้นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์(Solar) และ พลังงานลม(Wind) - การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP): สภาพัฒน์ฯ รายงาน GDP ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% (ดีกว่าที่ตลาดคาดที่ 2.4%) แรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงการส่งออก ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเป้า GDP ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.0% จากเดิม 1.2%
- ความเชื่อมั่นผู้บริโภค: ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นจาก Ipsos ระบุว่าความเชื่อมั่นของคนไทยร่วงลงต่ำสุดในโลก โดยความกังวลอันดับ 1 คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและความยากจน ซึ่งต่างจากเทรนด์โลกที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก
- ผลประกอบการ 1Q-26: บริษัทจดทะเบียน 840 แห่ง (สิ้นสุด 15 พ.ค.) ทำกำไรสุทธิรวม 3.53 แสนล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง +24% YoY และ +51% QoQ
- Fund Flow และตลาดการเงิน:
o นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย (SET+MAI) 1,166.18 ล้านบาท แต่ขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 166 ล้านบาท
o ค่าเงินบาทปิดที่ 32.62/63 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงเช้า โดยประเมินกรอบวันนี้ที่ 32.50 - 32.80 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน: โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านเผยว่า สหรัฐฯ ได้ส่งข้อเสนอสันติภาพและเงื่อนไขการระงับคว่ำบาตรน้ำมันชั่วคราวฉบับใหม่ผ่านมาทางปากีสถาน เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ….. เช้านี้ มีข่าวว่า Trump พักแผนโจมตีอิหร่าน ตลาดลด oil war premium ระยะสั้น แต่ยังไม่ตัดความเสี่ยง supply shock หากการเจรจาล้มเหลว…. ข่าวนี้ กดราคาน้ำมันให้ลดลง WTI เช้านี้ อยู่ที่ $102.5 ลดลง 1.7% จากวันก่อน (ลบต่อหุ้น PTTEP)
- การทูตในภูมิภาค: รมว.ต่างประเทศอิหร่าน และ รมว.ต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้หารือทางโทรศัพท์เกี่ยวกับกระบวนการทางการทูตและสถานการณ์ในภูมิภาคที่กำลังเกิดขึ้น
- ตลาดหุ้นและดอกเบี้ยสหรัฐฯ: นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทเตือนว่าตลาดหุ้นอาจพ้นช่วง "ฮันนีมูน" ของงบการเงินแล้ว และกำลังเผชิญความกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค ดัชนีเงินเฟ้อที่พุ่งสูงทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ที่ 5.16%
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,500 – 1,510 แนวต้าน 1,520 – 1,530 คาดดัชนีทรงตัวในกรอบ โดยได้แรงหนุนจาก GDP ไทย Q1/69 เติบโตดีกว่าคาด แต่ Upside ยังถูกจำกัดจากความกังวลต่อ US Bond Yield อยู่ในระดับสูง แนะนำทยอยซื้อ เช่น AMATA,WHA,GULF,CK,STECON,KBANK,KTB,ADVANC,TRUE ได้ประโยชน์จาก ม.ส่งเสริมด้านการลงทุนในธุรกิจ New S Curve / เก็งกำไร BBL, BLA, TLI คาดได้ประโยชน์จากแนวโน้ม Bond Yield สูงขึ้น
AMATA (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26..30 ) บริษัทรายได้ในงวด 1Q69 รวมจำนวน 3,996 ล้านบาท +17.87 YoY เป็น กำไรสุทธิ จำนวน 1,424 ล้านบาท +52.25%YoY เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 2,486 ล้านบาท (+29.96%) จากการโอนที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในชลบุรี ระยอง และเวียดนาม รวม 306.1 ไร่ โดยอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 57.39% จาก 54.86% ปัจจุบันบริษัทมีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแล้วใน 4 ประเทศ โดยมีพื้นทีทั้งสิ้นประมาณ 94,206 ไร่ ทั้งยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)ร่วมกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จํากัด (มหาชน) เพื่อร่วมพัฒนาโครงการ “อมตะ ยูโรเปียน สมาร์ท ซิตี” ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี ชลบุรี จํานวนพื้นที่ 200 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต บริษัทมีเป้าหมายยอดขายที่ดินในปี2569อยู่ที่ 2,800 ไร่ โดยปีจจุบันมี backlog อยู่ที่ 2.11 หมื่นล้านบาท
ADVANC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 380.0บาท) กำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ที่ 13,496 ลบ. (+28%YoY , -6%QoQ) การอ่อนตัว QoQ จากรายการพิเศษบวกใน 4Q68 ขณะที่ YoY สามารถโตได้ดีจาก รายได้ +3%YoY และมาร์จิ้นดีขึ้นหลังสิ้นสุดสัญญา 2100 MHZ กับ NT ส่วนการดำเนินงานในช่วง 2Q69 คาดว่ามีโอกาสอ่อนตัวต่อ QoQ ตามฤดูกาล แต่ยังเป็นบวกได้ต่อเนื่อง YoY ทั้งนี้ เรายังมอง ADVANC มีความน่าสนใจในการเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ(ไม่รวมปันผลพิเศษ) Dividend Payout Ratio ในโซน 80%/ Dividend Yield ในโซน 3-5% และ ภาพระยะยาว มีมุมมองบวกต่อธุรกิจใหม่ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Data Center, Cloud, Virtual Bank
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
