รีเซต

“เก็บเงินเก่ง" แต่ยังไม่พอ? “คนไทย" รู้เรื่องเงินมากขึ้น แต่ยังไม่ปล่อยให้เงินทำงาน โจทย์ใหญ่ในวันที่สังคมไทยกำลังแก่ลง

“เก็บเงินเก่ง" แต่ยังไม่พอ? “คนไทย" รู้เรื่องเงินมากขึ้น แต่ยังไม่ปล่อยให้เงินทำงาน โจทย์ใหญ่ในวันที่สังคมไทยกำลังแก่ลง
TNN ช่อง16
12 มีนาคม 2569 ( 08:00 )

“เงินออมไทย 80% ยังอยู่ในเงินสด: ความเสี่ยงเงียบๆ ในยุคเงินเฟ้อและสังคมผู้สูงวัย”


คนไทยชอบเงินสด ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้จ่ายเท่านั้น แต่รวมถึงพฤติกรรมการเก็บออมด้วย ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากยังคงติดนิสัยออมเงินในรูปแบบของเงินสดหรือเงินฝาก มากกว่าการกระจายเงินไปสู่การลงทุนในรูปแบบต่างๆ แม้ว่าการมีเงินออมจะเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เงินออมเหล่านั้นอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินเฟ้อโดยไม่รู้ตัว


ข้อมูลที่น่าสนใจและใกล้ตัวคนไทยอย่างมากเกี่ยวกับพฤติกรรมการออม มาจากรายงานผลสำรวจ **ทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย** ซึ่งจัดทำโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจนี้ดำเนินการต่อเนื่องทุก 2 ปี เพื่อติดตามว่าคนไทยมีการจัดการเรื่องการเงินของตนเองดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร โดยการสำรวจครั้งล่าสุดเป็นข้อมูลปี 2567 และเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา


หากมองเฉพาะคะแนนภาพรวม ถือว่าคนไทยมีพัฒนาการในด้านความรู้ทางการเงินอย่างชัดเจน คะแนนทักษะทางการเงินของคนไทยอยู่ที่ 72.6% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD ที่อยู่ที่ 60.4% กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ คนไทยสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเงินได้ค่อนข้างดี เข้าใจประเด็นพื้นฐาน เช่น เงินเฟ้อ ความเสี่ยง ผลตอบแทน และการกระจายความเสี่ยง มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต


อย่างไรก็ตาม เมื่อขยับจาก “ความรู้” ไปสู่ “พฤติกรรมจริง” กลับพบภาพที่ต่างออกไป กล่าวคือ แม้คนไทยจะทำคะแนนด้านความรู้ได้ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีจุดอ่อน โดยเฉพาะในเรื่องพฤติกรรมการออม


ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า คนไทยมากกว่า 91.5% มีพฤติกรรมการออมเงิน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก แต่เงินออมกว่า 81.5% ยังคงกระจุกตัวอยู่ในรูปแบบของเงินสดหรือบัญชีเงินฝากทั่วไป ขณะที่มีเพียง 1.9% เท่านั้นที่นำเงินไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น กองทุนรวม หุ้น หรือเครื่องมือการลงทุนประเภทต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก


พูดง่ายๆ คือ คนไทยจำนวนมากยังคงเลือก “เก็บเงินไว้เฉยๆ” มากกว่าการ “ปล่อยให้เงินทำงาน”


ประเด็นสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความเสี่ยงในยุคปัจจุบันก็คือ “เงินเฟ้อ” เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ และประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ราคาพลังงานและอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลง แต่ระดับราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไปแล้วมักไม่ลดกลับลงมาเหมือนเดิม


ตัวอย่างเช่น หากเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 2–3% แต่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ต่ำกว่า 1% ต่อปี แม้จำนวนเงินในบัญชีจะยังคงเท่าเดิม แต่กำลังซื้อจริงของเงินกลับลดลงทุกปี ของที่เคยซื้อได้ในราคา 100 บาท วันนี้อาจต้องใช้เงิน 103 บาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากเงินยังคงนอนนิ่งอยู่ในบัญชี ผลลัพธ์ก็คือเงินออมกำลัง “แพ้เงินเฟ้อ” อย่างเงียบๆ


ดังนั้น การที่ข้อมูลการสำรวจชี้ว่าเงินออมของคนไทยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปแบบเงินสด จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวกหรือความสบายใจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว





อีกประเด็นที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือเรื่องเงินสำรองฉุกเฉิน รายงานระบุว่า คนไทยกว่า 75% มีเงินสำรองสำหรับใช้ในกรณีขาดรายได้กะทันหันไม่เกิน 6 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกจ้างเอกชนและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น การตกงาน เศรษฐกิจชะลอตัว หรือปัญหาสุขภาพ เงินสำรองดังกล่าวอาจหมดลงเร็วกว่าที่คิด


ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ถือว่าหนักที่สุดคือเรื่องการวางแผนเกษียณ คนไทยถึง 86% ยังไม่ได้วางแผนออมเพื่อการเกษียณ หรือเริ่มวางแผนแล้วแต่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้ ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ


ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ในปี 2567 สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ที่มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือพูดง่ายๆ คือ ทุกๆ 5 คน จะมี 1 คนที่เป็นผู้สูงอายุ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงอย่างยาวนาน ส่งผลให้จำนวนประชากรวัยทำงานค่อยๆ ลดลง


เมื่อแรงงานลดลง แต่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ภาระการดูแลย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุจึงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมายความว่า คนวัยทำงาน 100 คน ต้องช่วยกันแบกรับภาระผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากกว่าสมัยก่อนหลายเท่า ในมุมเศรษฐกิจ นี่คือแรงกดดันทั้งต่อครอบครัวและต่อระบบงบประมาณของประเทศ


หากเงินออมของคนไทยยังคงอยู่ในรูปแบบเงินสดเป็นหลัก และไม่มีแผนเกษียณที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปอีก 10–20 ปี ความเปราะบางทางการเงินอาจยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะรายได้จากการทำงานจะลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ


นอกจากนี้ แม้ว่าคะแนนความรู้ทางการเงินโดยรวมจะดีขึ้น แต่คนไทยยังมีจุดอ่อนสำคัญที่พบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 นั่นคือความเข้าใจเรื่องการคำนวณดอกเบี้ยและดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD


เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงกลับมีความสำคัญอย่างมาก เพราะดอกเบี้ยทบต้นคือหัวใจสำคัญของทั้งการออมและการก่อหนี้ หากไม่เข้าใจหลักการนี้ เวลาที่กู้เงินก็อาจประเมินภาระหนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือในทางกลับกัน เมื่อมีโอกาสลงทุน ก็อาจไม่เห็นพลังของการเริ่มต้นออมและลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เงินเติบโตในระยะยาว



ในด้านพฤติกรรมทางการเงินอื่นๆ คนไทยก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า คนไทยมีวินัยในการจ่ายค่าใช้จ่ายตรงเวลา และมีการติดตามสถานะทางการเงินของตนเองมากขึ้น แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องการจัดสรรเงินก่อนการใช้จ่าย และการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หลายคนยังตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้พิจารณาเงื่อนไขอย่างละเอียดเพียงพอ


ในแง่ของการเข้าถึงบริการทางการเงิน ถือว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ปัจจุบันคนไทยถึง 98.1% สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้แล้ว โดยแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการโอนเงินและชำระเงิน สะท้อนให้เห็นว่าระบบการเงินไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ


อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การปล่อยสินเชื่อในระบบกลับมีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากผู้ให้บริการทางการเงินระมัดระวังมากขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งมักมีเงื่อนไขง่ายและไม่ต้องใช้หลักประกัน แต่มีอัตราดอกเบี้ยสูงและความเสี่ยงมากกว่า


อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ แม้ว่าประมาณ 80% ของคนไทยจะตระหนักถึงความปลอดภัยบนโซเชียลมีเดีย แต่มีเพียง 23% เท่านั้นที่เปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ และน้อยกว่าครึ่งที่ตระหนักถึงความเสี่ยงของการใช้ Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรมทางการเงิน ในยุคที่เงินจำนวนมากอยู่ในโทรศัพท์มือถือ หากไม่มีการป้องกันที่เพียงพอ ความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว


เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดร่วมกัน ภาพรวมที่สะท้อนออกมาคือ คนไทย “รู้เรื่องการเงินมากขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงสูง” กล่าวคือ เข้าใจเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น แต่ยังคงเก็บเงินสดเป็นหลัก รู้ว่าควรออมเพื่ออนาคต แต่ยังไม่ได้เริ่มวางแผนอย่างจริงจัง และรู้ว่าดอกเบี้ยมีความสำคัญ แต่ยังไม่เข้าใจการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นอย่างเพียงพอ


ด้วยเหตุนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเร่งเดินหน้ายกระดับทักษะทางการเงินของประชาชนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การผลักดันหลักสูตรความรู้ทางการเงินเข้าสู่ระบบการศึกษาทุกช่วงชั้น การสื่อสารค่านิยมเรื่องการออมและการลงทุนที่ถูกต้องผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสถาบันครอบครัว และการส่งเสริมให้สถาบันการเงินออกแบบผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน เช่น บัญชีเงินฝากที่แยกเงินตามเป้าหมาย


ในวันที่สังคมไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว การออมเพียงแค่เก็บเงินไว้เฉยๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการทำให้เงินสามารถเติบโตทันกับเงินเฟ้อ ควบคู่ไปกับการวางแผนเกษียณที่เหมาะสมกับชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ภายใต้โครงสร้างประชากรของสังคมสูงวัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง