รีเซต

ไขรหัสลับ"มะเร็ง" 25 ปี จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตของการรักษา

ไขรหัสลับ"มะเร็ง" 25 ปี จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตของการรักษา
TNN ช่อง16
4 กุมภาพันธ์ 2569 ( 17:51 )
14

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับโรคมะเร็ง ระบุว่า


ไขรหัสลับมะเร็ง จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตของการรักษา


ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคมะเร็งเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการแพทย์และงานวิจัย เนื่องจากเป็นความผิดปกติทางชีววิทยาที่ซับซ้อนและดูเหมือนจะไร้ระเบียบแบบแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น อัตราการเกิดมะเร็งก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย 


หลายสิบปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้พยายามรวบรวมองค์ความรู้จำนวนมากเพื่อสร้าง "กรอบแนวคิด" ที่จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกพื้นฐานของโรคนี้ บทความนี้เขียนโดยนักวิจัยด้านโรคมะเร็งระดับโลก ตีพิมพ์ในวารสาร Cell ได้พาเราย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการขององค์ความรู้เรื่องมะเร็งตลอด 25 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งฉายภาพปัจจุบันและอนาคตของการต่อสู้กับโรคนี้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเห็นระบบการคิดที่ชัดเจน


บทความนี้นำเสนอแนวคิดเรื่อง "Hallmarks of Cancer" หรือ "คุณลักษณะสำคัญของมะเร็ง" ซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนการดำรงอยู่และการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ผู้เขียนได้สังเคราะห์ข้อมูลวิจัยจำนวนมากเพื่ออธิบายว่า เซลล์ปกติธรรมดาเปลี่ยนสภาพไปเป็น "Outlaw organs" ที่กัดกินร่างกายเราได้อย่างไร โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับพันธุกรรม ระดับเซลล์ ไปจนถึงปฏิสัมพันธ์กับระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นภาพรวมว่ามะเร็งไม่ใช่แค่ก้อนเนื้อร้าย แต่เป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อนที่มีกลไกการทำงานที่น่าทึ่งมาก


มะเร็งมีคุณลักษณะพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดและขยายเผ่าพันธุ์ได้ โดยเริ่มจากความสามารถพื้นฐาน เช่น การกระตุ้นให้เกิดการแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้ง การหลบเลี่ยงกลไกยับยั้งการเจริญเติบโต และการต้านทานต่อกระบวนการตายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ เซลล์มะเร็งยังมีความสามารถในการสร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อลำเลียงอาหารและออกซิเจน ปรับเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญพลังงานให้เอื้อต่อการเติบโต และที่สำคัญคือความสามารถในการรุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น สิ่งที่ค้นพบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ คือความสามารถในการปรับเปลี่ยนสถานะของเซลล์มะเร็ง หรือที่เรียกว่า Phenotypic Plasticity ซึ่งเปรียบเสมือนความสามารถในการ "แปลงร่าง" เพื่อเอาตัวรอดในสภาวะวิกฤต จากเดิมที่เราเคยเชื่อว่าเซลล์มะเร็งมีการเจริญเติบโตไปในทิศทางเดียว แต่ความจริงแล้วพวกมันสามารถย้อนกระบวนการกลับไปเป็นเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายสเต็มเซลล์ ซึ่งมีความทนทานสูงและพร้อมจะเติบโตใหม่ได้เสมอ 


หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนชนิดของเซลล์จากรูปแบบหนึ่งไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง เช่น การเปลี่ยนจากเซลล์บุผิวที่ยึดเกาะอยู่กับที่ ให้กลายเป็นเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งเคลื่อนที่ได้คล่องแคล่ว เพื่อพาตัวเองหลุดรอดจากก้อนเนื้องอกเดิมและเดินทางไปก่อโรคในอวัยวะที่ห่างไกล หรือการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดที่เคยใช้ได้ผล ทำให้การรักษาที่เคยควบคุมโรคได้ดีกลับล้มเหลวในเวลาต่อมา เนื่องจากเซลล์มะเร็งได้เปลี่ยนสถานะไปเป็นรูปแบบที่ยาทำอะไรไม่ได้แล้ว


นอกเหนือจากความสามารถในการแปลงร่างแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้มะเร็งเป็นศัตรูที่รับมือได้ยากคือความสามารถในการ "ล่องหน" หรือหลบหลีกจากการตรวจจับของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ตามปกติแล้ว ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวชนิด T cells และ NK cells ที่ทำหน้าที่เสมือนตำรวจคอยตรวจจับและทำลายเซลล์ผิดปกติ แต่เซลล์มะเร็งได้พัฒนากลไกอันซับซ้อนเพื่อปิดกั้นการทำงานนี้ 


โดยสามารถส่งสัญญาณลวงเพื่อทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันเกิดภาวะอ่อนล้า จนหยุดการทำงาน หรือแม้กระทั่งการสร้างสภาพแวดล้อมรอบๆ ก้อนเนื้องอกให้เป็นพิษต่อเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ "ตำรวจ" เหล่านี้ไม่สามารถเจาะเข้าไปในพื้นที่ของเนื้องอกได้ หรือหากเข้าไปได้ก็ถูกชักจูงให้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพวกเดียวกับมะเร็งและช่วยปกป้องมะเร็งแทน ความสามารถในการหลบซ่อนและตอบโต้กลับนี้เองที่เป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตลุกลามได้โดยที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดมันได้เองตามธรรมชาติ และเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนายากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดในปัจจุบัน

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ยิ่งไปกว่านั้น บทความยังชี้ให้เห็นว่าลำพังเพียงเซลล์มะเร็งอย่างเดียวไม่สามารถก่อโรคที่รุนแรงได้ ถ้าขาด "ปัจจัยเอื้อ" และ "ผู้สมรู้ร่วมคิด" ปัจจัยเอื้อเหล่านี้รวมถึงความไม่เสถียรของพันธุกรรมที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ง่าย การอักเสบเรื้อรังที่ส่งเสริมเนื้องอก และความผิดปกติของระบบเหนือพันธุกรรม (Epigenetics) นอกจากนี้ งานวิจัยยุคใหม่ยังค้นพบปัจจัยที่น่าสนใจมาก เช่น บทบาทของจุลินทรีย์ในร่างกาย  และระบบประสาทที่มะเร็งสามารถชักจูงให้มาช่วยสนับสนุนการเติบโตของมันได้ อีกประเด็นที่สำคัญคือ มะเร็งไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่รายล้อมไปด้วย "สภาพแวดล้อมของเนื้องอก" (Tumor Microenvironment) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ปกติที่ถูกล่อลวงให้มาช่วยสร้างเกราะป้องกัน สร้างหลอดเลือด หรือแม้แต่ช่วยกดภูมิคุ้มกันไม่ให้มาทำร้ายเซลล์มะเร็ง


ผู้เขียนบทความเน้นย้ำและชี้ให้เห็นว่า การมองมะเร็งแบบแยกส่วนหรือการรักษาด้วยยาที่พุ่งเป้าไปที่กลไกใดกลไกหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะมะเร็งมีความสามารถในการปรับตัวและดิ้นรนหาทางรอดผ่านกลไกอื่นๆ ทดแทนได้เสมอ บทความจึงเสนอแนวทางในอนาคตที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจวิเคราะห์ความซับซ้อนของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย และที่น่าจับตามองคือกลยุทธ์การรักษาแบบ "พุ่งเป้าร่วม" (Co-targeting) ซึ่งเปรียบเสมือนการโจมตีข้าศึกจากทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศพร้อมกัน


 โดยการใช้ยา หรือวิธีรักษาที่ขัดขวางกลไกสำคัญหลายๆ ด้านของมะเร็งในเวลาเดียวกัน เช่น การตัดท่อน้ำเลี้ยง (ยับยั้งหลอดเลือด) ควบคู่ไปกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และการซ่อมแซมพันธุกรรม การเข้าใจภาพรวมของ "Hallmarks of Cancer" จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และมอบความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกในอนาคต


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง