รีเซต

กินยา "ไวอากร้า" เสี่ยง "มะเร็งผิวหนัง" จริงไหม? กางงานวิจัยดูข้อเท็จจริงที่คุณอาจเข้าใจผิด

กินยา "ไวอากร้า" เสี่ยง "มะเร็งผิวหนัง" จริงไหม? กางงานวิจัยดูข้อเท็จจริงที่คุณอาจเข้าใจผิด
TNN ช่อง16
4 สิงหาคม 2569 ( 15:40 )

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก "ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha" ระบุว่า 


ไวอากร้า ลดมะเร็งแพร่ได้แต่ทำไมเกิดมะเร็งผิวหนัง

เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก และเป็นตัวอย่างคลาสสิกของสิ่งที่เรียกว่า context-dependent pharmacology คือ ยาชนิดเดียวกัน อาจให้ผล ต้านมะเร็ง หรือ ส่งเสริมมะเร็ง ได้ ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค สภาพแวดล้อมของเซลล์ และกลไกที่เด่นในมะเร็งแต่ละชนิด


สำหรับ sildenafil (Viagra) และยากลุ่ม PDE5 inhibitors (เช่น tadalafil, vardenafil) ปัจจุบันภาพรวมเป็นดังนี้


1. เหตุใดจึงอาจ “ต้านมะเร็ง”

งานวิจัยใหม่ทั้งสองฉบับมีกลไกที่น่าสนใจมาก


A. ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็ง (Cancer Research 2026)

ไม่ได้อาศัยเพียงการเพิ่ม cGMP แบบเดิม แต่พบว่า

-รบกวนการลำเลียง cholesterol ภายในเซลล์

-ผ่านโปรตีน NPC1

-ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์และ lysosome ผิดปกติ

-เซลล์มะเร็งเคลื่อนที่และแพร่กระจายได้ลดลง


จุดนี้น่าสนใจมาก เพราะ cholesterol trafficking กำลังเป็นเป้าหมายใหม่ของมะเร็งหลายชนิด เช่น

pancreatic cancer

melanoma

glioblastoma

breast cancer


ดังนั้น sildenafil จึงอาจเป็น “metastasis inhibitor” มากกว่าจะฆ่าเซลล์โดยตรง

B. กด c-MYC (Communications Biology 2025)

c-MYC เป็น oncogene สำคัญที่สุดตัวหนึ่ง สั่งให้เซลล์

-โต

-แบ่งตัว

-สร้างโปรตีน


งานนี้พบว่า sildenafil ทำให้ c-MYC ไม่เสถียร IL-6 ลดลง การอักเสบใน tumor microenvironment ลดลง มะเร็งกระเพาะโตช้าลง ซึ่งถือเป็นกลไกที่น่าเชื่อถือพอสมควร


C. เพิ่มภูมิคุ้มกันอีกประเด็นที่มีการศึกษามาหลายปีคือ PDE5 inhibitors ลด Myeloid-derived suppressor cells (MDSCs) ซึ่งเป็นเซลล์ที่กดภูมิคุ้มกัน เมื่อ MDSCs ลดลง CD8 T cells ทำงานดีขึ้น จึงมีการทดลองใช้ร่วมกับ

-immune checkpoint inhibitors

-cancer vaccines

-CAR-T

ในหลายมะเร็ง


2. แล้วเหตุใดจึงอาจ “ส่งเสริมมะเร็ง”คำตอบคือไม่ได้ส่งเสริมทุกมะเร็ง แต่บางสถานการณ์ กลไกเดียวกัน กลับเป็นประโยชน์ต่อเซลล์มะเร็ง เช่น

A. Melanoma

เป็นประเด็นที่โด่งดังที่สุด งาน JAMA ปี 2014 รายงานว่าผู้ใช้ sildenafil มีความสัมพันธ์กับการเกิด melanoma สูงขึ้น (HR ประมาณ 1.8) แต่ผู้วิจัยเองก็ระบุว่ายังพิสูจน์เหตุและผลไม่ได้สมมติฐานคือ ใน melanoma มีการกลายพันธุ์ BRAF MAPK $rightarrow$ PDE5A ถูกกดลง cGMP สูง Ca²⁺ signaling เปลี่ยน เซลล์เคลื่อนที่เก่งขึ้นถ้าให้ sildenafil อาจทำให้ PDE5 ลดลงอีก จึงอาจเพิ่มการเคลื่อนที่ของเซลล์ได้ในทางทฤษฎี


แต่ข้อมูลในคนจริง ยังไม่ชัดเจน เพราะการศึกษาส่วนใหญ่เป็น observational และมีตัวแปรกวนจำนวนมาก เช่น

-คนฐานะดี

-เล่นกอล์ฟ

-โดนแดดมาก

-ตรวจสุขภาพบ่อย

-ตรวจพบ melanoma ระยะแรกมากกว่า


จึงอาจเกิด detection bias และ confounding ได้ ที่สำคัญคือ หลายการวิเคราะห์พบความสัมพันธ์เด่นกับ melanoma ระยะเริ่มต้นและมะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma มากกว่าระยะลุกลาม อีกทั้งไม่พบความสัมพันธ์แบบ dose–response ชัดเจน ทำให้ยังไม่สนับสนุนความเป็นเหตุเป็นผลโดยตรง


แม้จะมี meta-analysis ล่าสุดที่ยังรายงานความสัมพันธ์เชิงสถิติ แต่ผู้เขียนก็ยังเน้นข้อจำกัดของข้อมูลเชิงสังเกตและความไม่เป็นเอกภาพของผลลัพธ์

B. เพิ่มเลือดมาเลี้ยง

PDE5 inhibitor ทำให้ NO สูงขึ้น หลอดเลือดขยาย ในบางมะเร็ง อาจทำให้ tumor perfusion ดีขึ้น ซึ่งอาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี: ยาเคมีบำบัดเข้าเนื้องอกได้ดีขึ้น

ข้อเสีย: เนื้องอกอาจได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น

ดังนั้นผลสุดท้ายขึ้นกับบริบทของมะเร็งแต่ละชนิด


C. cGMP ไม่เหมือนกันทุกเซลล์

ในเซลล์ปกติ เพิ่ม cGMP หยุดแบ่งตัว แต่ ในบางมะเร็ง เพิ่ม cGMP ช่วยการอยู่รอดของเซลล์ จึงไม่ใช่ pathway ที่มีผลเหมือนกันทั้งหมด


3. ทำไมผลวิจัยจึงดูขัดกัน

เพราะมะเร็งไม่ใช่โรคเดียว ตัวอย่าง

Gastric cancer อาจพึ่ง c-MYC

Colon cancer อาจพึ่ง Wnt

Melanoma พึ่ง MAPK

Prostate cancer พึ่ง androgen receptor


ดังนั้น ยาเดียวกัน ไปกระทบ node ต่างกัน ผลก็คนละแบบ นี่คือหลักการเดียวกับ metformin, aspirin, statin ซึ่งมีทั้งงานที่พบผลดีและไม่พบผล ขึ้นกับชนิดของมะเร็งและประชากรที่ศึกษา


4. สิ่งที่ผมคิดว่าน่าตื่นเต้นที่สุด

ไม่ใช่เรื่อง erectile dysfunction แต่เป็น การนำ sildenafil มาใช้ร่วมกับยาอื่น (drug repurposing) เช่น

ร่วมกับ immunotherapy

ร่วมกับ chemotherapy

ร่วมกับ nanoparticle

ร่วมกับยาที่รบกวน cholesterol metabolism

ร่วมกับ statin

ร่วมกับ NPC1 inhibitors


โดยเฉพาะงานปี 2026 ที่เชื่อมโยง NPC1-mediated cholesterol trafficking กับการแพร่กระจายของมะเร็ง ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่สอดคล้องกับความสนใจปัจจุบันเรื่อง lipid metabolism ของเซลล์มะเร็ง และอาจเปิดทางให้ใช้ PDE5 inhibitors เป็นยาช่วยลดการแพร่กระจายในมะเร็งบางชนิด มากกว่าการใช้เป็นยาต้านมะเร็งเดี่ยว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต 

สรุป

ปัจจุบัน หลักฐานสนับสนุนว่า PDE5 inhibitors มีศักยภาพต้านมะเร็งในบางชนิดและบางบริบท ผ่านหลายกลไก เช่น การยับยั้ง c-MYC การลด IL-6 การเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน และการรบกวนการลำเลียงคอเลสเตอรอลภายในเซลล์


ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่อง melanoma ยังอาศัยหลักฐานเชิงสังเกตเป็นหลัก และยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเหตุเป็นผลโดยตรง แม้จะยังเป็นประเด็นที่ควรศึกษาต่อไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติ melanoma หรือมีความเสี่ยงสูงต่อโรคนี้


ข้อมูลอ้างอิง

PDE5a Inhibition Restricts Cancer Metastasis by Disrupting NPC1-Mediated Cholesterol Trafficking Through a Non-canonical cGMP-Dependent Pathway 

Open Access

https://aacrjournals.org/.../PDE5a-Inhibition-Restricts...

Repurposing of phosphodiesterase-5 inhibitor sildenafil as a therapeutic agent to prevent gastric cancer growth through suppressing c-MYC stability for IL-6 transcription

https://www.nature.com/articles/s42003-025-07519-9

Pro-cancer and anti-cancer effects of sildenafil: a mini-review

https://www.ovid.com/.../rd9.0000000000000125~pro-cancer...

Sildenafil Use and Increased Risk of Incident Melanoma in US Men

https://jamanetwork.com/.../jamain.../fullarticle/1857095


ข้อมูลจาก ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา https://www.facebook.com/photo?fbid=1487278236773819&set=a.407239901444330

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง