รายใหญ่เลิกขาย ประกันสุขภาพเหมาจ่าย มี.ค. 68

ข้อมูลบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KSecurities) ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการพูดถึงบริษัทประกันรายใหญ่ ยุติการขายประกันสุขภาพเหมาจ่ายให้กับลูกค้ารายใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569
ทางบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ได้สอบถามตัวแทนประกันบางราย พบว่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศออกมาเป็นทางการ “คาดว่าจะทำให้หลายบริษัทประกันทยอยยกเลิกการขายแผนสุขภาพเหมาจ่ายรายใหม่ ตามรายใหญ่ โดยบริษัทประกันจะเน้นขายประกันแบบ Copay ซึ่งเป็นการขายแพคเกจเหมาจ่ายแบบมีเงื่อนไข ให้ผู้ซื้อประกันร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยประกัน Copay เริ่มขายมาแล้ว 1 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการตอบรับดีเท่าที่ควร”
ตรงนี้อาจเป็นสาเหตุให้บริษัทประกันตัดสินใจยกเลิกการขายประกันสุขภาพเหมาจ่ายทั้งหมด เพื่อไม่ให้ลูกค้ามีทางเลือก และต้องซื้อประกันสุขภาพแบบ Copay เท่านั้น และแนวโน้มว่า ต่อไปแพคเกจ Copay ต้องร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรก ไม่ใช่แบบเป็นเงื่อนไขเดิม คือ ถ้าเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่มาก อาจไม่ต้องจ่ายแบบ Copay ซึ่งเป็นเงื่อนไขออกมาในช่วงปีที่ผ่านมา
มีการประเมินว่า ถ้าต้องการให้คนไทยซื้อประกันสุขภาพ แบบ Copay และร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรก บริษัทประกันทุกแห่งต้องยกเลิกการขายแพคเกจแบบเหมาจ่ายพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดทางเลือกในตลาดสำหรับผู้บริโภค
รวมถึงยังมีการประเมินกันว่า ในอนาคตมีโอกาสที่จะเกิด Copay กับประกันสุขภาพแบบกลุ่ม เพราะขณะนี้เห็นการปรับเพิ่มเบี้ยประกันกลุ่ม เพราะมีการเคลมค่ารักษาพยายามในวงเงินที่สูงขึ้นทุกปี
แต่ถ้ามองอีกมุมแพคเกจประกันสุขภาพ Copay แบบตั้งแต่บาทแรก จะทำให้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพลดลง และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแพคเกจประกันสุขภาพมากขึ้น
ส่วนมุมมองจากนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต ระบุว่า การที่บริษัทประกันรายใหญ่ยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 นั้น ผู้บริหาตของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ระบุว่า การยุติการขายดังกล่าวเป็นดุลพินิจของแต่ละบริษัทประกัน และไม่สามารถยกเลิกกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วได้ โดยมองว่าสาเหตุหลักมาจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทประกันมีแนวโน้มจะหันไปเน้นประกันสุขภาพแบบ Co-payment มากขึ้น
แม้ขณะนี้บริษัทประกันยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเลิกขายประกันเหมาจ่าย แต่ตัวแทนประกันของบริษัท ได้ใช้โอกาสนี้เพื่อขายประกันแผนดังกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย
“AIA ประเทศไทย จะหยุดการขาย AIA Health Happy” แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย สูงสุด 25 ล้านบาท จ่ายเบี้ยประกันไม่มากในอัตราหลายหมื่นบาท โดยแผนประกันดังกล่าวหยุดการขายตั้งแต่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
“ส่วน กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต แม้ยังไม่แจ้งว่าจะหยุดขายประกันแบบเหมาจ่าย แต่ประกาศจะหยุดการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569”
ให้เหตุผลว่าแผนดังกล่าวทำตลาดมานานกว่า 12 ปี อัตราเบี้ยประกันที่กำหนดไว้ในตอนเริ่มต้นนั้นต่ำกว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน เนื่องจากสถิติการเกิดโรคร้ายแรงในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีความเคลื่อนไหวจาก 2 บริษัทประกันที่กล่าวถึงข้างต้น
กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ที่ยกเลิกการขายประกันโรคร้าย iCare ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ "แบบประกันโรคร้าย CI 123 คุ้มครองครบ จบทุกโรคร้าย" เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 พร้อมออกแคมเปญการตลาดเชิงกลยุทธ์ที่เน้นสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพแก่ผู้บริโภคไทยทุกกลุ่ม โดยตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนมุมมองของคนไทยจากการรักษาเมื่อสาย เป็นการป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นและมั่นคงในระยะยาว โดยแคมเปญประกันโรคร้าย CI 123 ผสานกลยุทธ์การตลาดหลากหลายช่องทาง ครอบคลุมทั้งสื่อขนาดใหญ่ (Mass Media) สื่อดิจิทัล และการสร้างประสบการณ์ เพื่อสร้างทั้งการรับรู้และการมีส่วนร่วม ส่งต่อแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยรู้ว่า ไม่สายเกินไปที่ทุกคนจะเริ่มดูแลตัวเอง
เอไอเอ ประเทศไทย มีความเคลื่อนไหวเมื่อเดือนธันวาคมเช่นกัน โดยเปิดตัว "AIA Vitality รูปแบบใหม่ เพื่อทุกก้าวของสุขภาพ" เพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ 10 ปี AIA Vitality ในประเทศไทย ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ในรูปแบบ 'ไวทัลลิตี้ โบนัส' ให้โบนัสเงินคืนตามสถานะไวทัลลิตี้ สูงสุดถึงร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันภัยมาตรฐานในแต่ละปีกรมธรรม์ เริ่มตั้งแต่ปีกรมธรรม์แรกโดยไม่ต้องรอสะสมคะแนน อีกทั้งยังมากับแรงจูงใจที่อยากให้ผู้ซื้อประกันดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องด้วยของรางวัลประจำเดือน เช่น บัตรชมภาพยนตร์ สตรีมมิ่งออนไลน์ บริการนวด กาแฟ สมูทตี้ผักผลไม้ และอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถเลือกรับของรางวัลได้ทุกเดือน รวมถึงสิทธิประโยชน์จากพาร์ทเนอร์ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมี สุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังดึง หมาก ปริญ สุภารัตน์ AIA Vitality Ambassador มาร่วมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ด้วย
ถ้าไปดูการทำประกันสุขภาพของคนไทย พบว่า คนไทยยังมีประกันสุขภาพที่ซื้อน้อยกันเองมาก ส่วนใหญ่ 9.7 ล้านคน มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.7 ของประชากร
ในขณะที่ 2.0 ล้านคน หรือร้อยละ 3.1 ของประชากร มีประกันสุขภาพรายบุคคล
จากข้อมูลนี้ชี้ว่าอัตราการเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชนในไทยยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ มาก สิงคโปร์มีสัดส่วนการเข้าถึงร้อยละ 70, ญี่ปุ่น ร้อยละ 70เท่ากับสิงคโปร์ ส่วน มาเลเซียเพื่อนล้านไทยยังสูงถึงร้อยละ 22
สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันภัย ข้อมูลจาก คปภ. ระบุว่า ธุรกิจประกันภัย ปี 2568 ยังคงเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งจากทิศทาง อัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงมีความระมัดระวัง “ทำให้ธุรกิจประกันภัยทั้งระบบมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 969,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตรงนี้สะท้อนถึงการเติบโตภายใต้บริบทความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาแยกตามประเภท พบว่าธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 675,957 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.51 ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 293,220 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 2.33” โดยโครงสร้างการเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน ในด้านการบริหารความเสี่ยงระยะยาว การออม และการคุ้มครองสุขภาพที่เพิ่มขึ้นท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจและสังคม
ส่วนแนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปี 2569 คาดว่าเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงทั้งระบบน่าจะถึงระดับ 1 ล้านล้านบาท
ประเด็นน่าสนใจ คปภ.จะมีการพัฒนาการให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับภาคการเงิน (Open Data / Open Insurance) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมประกันภัยไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ภายใต้กรอบการเปิดใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลภาคธุรกิจประกันภัย และผู้ให้บริการเทคโนโลยี พร้อมยกระดับการกำกับดูแลเชิงป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเริ่มทดสอบระบบในไตรมาสแรกของปี 2569
Open Insurance ยังได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับแนวคิด Open Data และ Open Banking ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลทางการเงินและการประกันภัยของประเทศ เพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
