รีเซต

โรงพยาบาลเอกชน พึ่งพารายได้ประกัน เลิกเหมาจ่ายอ่วม

โรงพยาบาลเอกชน พึ่งพารายได้ประกัน เลิกเหมาจ่ายอ่วม
TNN ช่อง16
15 มกราคม 2569 ( 14:42 )
16

ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ หลังมีรายงานข่าวว่า บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่กำลังยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย และเตรียมปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับประกันไปสู่ระบบ Co-payment หรือการที่ผู้เอาประกันต้องมีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วน

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้บริษัทประกันต้องปรับเปลี่ยนนโยบายคือ ภาวะเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงและส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเคลมสินไหมโดยตรง โดยมีการคาดการณ์ว่าแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่เปิดขายอีกต่อไปภายในสิ้นเดือน มี.ค.2569

หลังจากมีข่าวนี้ออกมาทำให้หุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลถูกเทขายอย่างหนัก ราคาจึงปรับลดลงมาก เพราะนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนรูปแบบประกันอาจส่งผลต่อการเข้าใช้บริการหรือการรับรู้รายได้ของโรงพยาบาลในอนาคต

ถ้าดูการพึ่งพาของรายได้ประกันภัย โดยอ้างอิงตามข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 พบว่า

BH  เจ้าของ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 21

PR9 เจ้าของ โรงพยาบาลพระรามเก้า พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 24

BCH หรือ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 25 โดยมีโรงพยาบาลในเครือ เช่น โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ,โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล และโรงพยาบาลการุญเวช

THG  เจ้าของ โรงพยาบาลธนบุรี พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 32

CHG เจ้าของ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 25

BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 38 มีโรงพยาบาลในเครือ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ, สมิติเวช, พญาไท, เปาโล, บีเอ็นเอช (BNH) และโรงพยาบาลรอยัล (ในกัมพูชา)

EKH  เจ้าของ โรงพยาบาลเอกชัย พึ่งพารายได้จากประกัน ร้อยละ 50

ทางด้าน บล.กรุงศรี ให้มุมมองว่า บริษัทประกันจะยุติประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้ารายใหม่ตั้งแต่ 31 มี.ค. 2569 อาจเป็นปัจจัยเร่งให้คนที่อยู่ระหว่างตัดสินใจทำประกันสุขภาพตัดสินใจเร็วขึ้น

ส่วนผลกระทบระยะกลาง–ยาว มองว่าจะมีผลกระทบจำกัดต่อกลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจาก

1.ไม่มีผลกับลูกค้าประกันสุขภาพเดิม สามารถต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ทุกกรณี ตามมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่

2.ประกันสุขภาพยังเป็นทางเลือกสำหรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ โดยประกันสุขภาพแบบ Co-pay ทำให้ค่าเบี้ยประกันต่ำกว่าแบบเหมาจ่าย และมีความหลากหลาย ช่วยขยายตลาดประกันสุขภาพ

3.โรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BDMS ร่วมมือกับบริษัทประกัน ได้แก่ วิริยะประกัน, อลิอันซ์ และ Prudential ในลักษณะ Exclusive Insurance เป็นอีกทางเลือกในตลาดประกันสุขภาพ และช่วยให้ BDMS มีฐานลูกค้าที่แน่นอนจากความร่วมมือรูปแบบนี้

ทางด้าน  ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH กล่าวถึงกรณีที่บริษัทประกันภัยยกเลิกการขายประกันภัยแบบเหมาจ่ายนั้น ไม่มีผลกระทบกับโรงพยาบาล ที่มองไม่ได้รับผลกระทบมี 2 เหตุผลหลัก คือ 

1.ผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเดิมอยู่แล้ว บริษัทประกันภัยไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ตามกฎหมาย ตราบใดที่ผู้เอาประกันยังคงชำระเบี้ยประกันตามสัญญา 

2. บริษัทประกันภัยที่มีแผนจะยุติการขายกรมธรรม์แบบเหมาจ่ายสูงๆ ให้แก่ลูกค้าใหม่ โดยจะเปลี่ยนมาขายเป็นรูปแบบ Co-payment ทั้งระบบแทน ซึ่งเริ่มมีการทยอยขายมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการประเมินผลของระบบ Co-payment ว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างไร แต่ในส่วนของโรงพยาบาลไม่ได้รับผลกระทบ ในแง่ของรายได้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นคนจ่ายทั้งบริษัทประกันภัยหรือลูกค้า โรงพยาบาลยังคงได้รับค่ารักษาเต็มจำนวนตามเดิม

ในส่วนเรื่องที่มีความกังวลว่าคนจะเข้าโรงพยาบาลน้อยลง เมื่อต้องจ่ายเงินเอง มองว่าเป็นไปได้ยากเนื่องจากกลุ่มลูกค้าประกันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อหรือลูกค้าเวลท์ และมองว่าการรักษาพยาบาลเป็นทางเลือกที่จำเป็น 

จากข้อมูลสถิติพบว่าหลังผ่านพ้นปีใหม่มา จำนวนลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ประกันในโรงพยาบาลไม่ได้ลดลง แม้ว่าบริษัทประกันภัยที่เป็นผู้นำตลาดเริ่มยกเลิกประกันเหมาะจ่าย และใช้ระบบ Co-payment แต่บริษัทอื่นๆ ยังไม่ได้ประกาศเดินตามแนวทางนี้ทั้งหมด มองว่า ธุรกิจบริษัทประกันอาจใช้โอกาสนี้ในการแย่งชิงฐานลูกค้า โดยยังคงนำเสนอขายกรมธรรม์แบบเดิมเพื่อดึงดูดผู้ที่ไม่ต้องการระบบร่วมจ่าย

 

มีการประเมินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทย โดย SCB EIC  มองว่า ในปี 2568 รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลอยู่ที่ 340,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 เติบโตไม่มาก เพราะยังได้รับกดดันของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และต่อเนื่องไปยังการใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลของทั้งผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ

 ในปี 2568  คาดว่า รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลมีแนวโน้มขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 3.1 เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่า 350,000 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยยังได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตใกล้เคียงเดิม ประกอบกับนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในหลายประเทศที่หดตัวในปีที่ผ่านมา มีโอกาสกลับเข้ามารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างเช่น กัมพูชา, คูเวต และจีน หากปัญหาในแต่ละกรณีคลี่คลายลง ซึ่งได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา การปรับนโยบายการส่งผู้ป่วยของรัฐบาลคูเวต และความกังวลด้านความปลอดภัยในไทยของชาวจีน

นอกจากนี้ รายได้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) ทั่วโลกรวมถึงไทย ประกอบกับแนวโน้มการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สูงขึ้นทั่วโลก และไทยยังคงเป็นประเทศยอดนิยมสำหรับกลุ่ม Medical tourist ทั่วโลก จากคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากลและค่ารักษาพยาบาลที่แข่งขันได้

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง