รู้จัก "TRLs" มัจจุราชเงียบ! เพิ่มความเสี่ยง "โรคหัวใจ" ในผู้ป่วย "เบาหวาน"

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับ TRLs ผู้ร้ายตัวจริงที่ซ่อนอยู่ในเบาหวาน โดยระบุว่า
ทำไมคนเป็นเบาหวานเสี่ยงโรคหัวใจสูงขึ้น? รู้จัก TRLs ตัวการร้ายในหลอดเลือด
เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นอันดับแรก และหากพูดถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เราก็มักจะคุ้นเคยกับคำเตือนเรื่อง "คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี" หรือ LDL แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีผู้ร้ายตัวจริงอีกกลุ่มหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในระบบเผาผลาญของร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน นั่นคือกลุ่มอนุภาคไขมันที่เรียกว่า "ไลโปโปรตีนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง" หรือ TRLs (Triglyceride-Rich Lipoproteins หรือ TRLs) รวมถึงเศษซากที่เหลือจากการย่อยสลายของอนุภาคไขมันนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนภัยเงียบที่คอยทำลายหลอดเลือดอย่างช้า ๆ โดยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน
เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เราอาจเปรียบเทียบ TRLs เป็น "รถขนส่งไขมัน" ในร่างกาย โดยมีสองประเภทหลักคือ ไคโลไมครอน (Chylomicron) ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งไขมันจากอาหารที่เรากินเข้าไปผ่านทางลำไส้ และวีแอลดีแอล (VLDL) ซึ่งเป็นรถขนส่งที่ผลิตจากตับเพื่อนำไตรกลีเซอไรด์ไปแจกจ่ายเป็นพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เมื่อรถขนส่งเหล่านี้ส่งมอบไขมันไตรกลีเซอไรด์ออกไปแล้ว ตัวของมันจะหดเล็กลงจนกลายเป็น "เศษซากไขมันหลงเหลือ" (Remnants) ซึ่งโดยปกติแล้ว ตับจะมีหน้าที่คอยเก็บกวาดเศษซากเหล่านี้ออกจากกระแสเลือดเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย แต่ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ระบบการเก็บกวาดและควบคุมรถขนส่งเหล่านี้กลับทำงานผิดเพี้ยนไป
ต้นตอสำคัญของปัญหานี้ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี คือภาวะดื้อต่ออินซูลิน เนื่องจากอินซูลินมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการสร้างและการทำลายไขมัน เมื่อร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ตับจะเข้าใจผิดว่าร่างกายขาดแคลนพลังงาน จึงเร่งผลิตและปล่อยรถขนส่งวีแอลดีแอลออกมาในปริมาณที่มากเกินไปและมีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกัน ลำไส้ก็ผลิตไคโลไมครอนออกมามากกว่าปกติหลังมื้ออาหาร ซ้ำร้ายกว่านั้น ระบบกำจัดขยะของร่างกายกลับทำงานช้าลง ทำให้รถขนส่งไขมันและเศษซากของมันแออัดอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานานจนเกิดการสะสม
การสะสมของ TRLs และเศษซากของมันยังส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังไขมันชนิดอื่น ๆ ในร่างกาย โดยจะไปแย่งชิงส่วนประกอบกับไขมันชนิดอื่น ส่งผลให้คอเลสเตอรอลชนิดดีหรือ HDL ซึ่งมีหน้าที่ช่วยปกป้องหลอดเลือด มีขนาดเล็กลงและถูกขับออกจากร่างกายเร็วขึ้น ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนสภาพของ LDL ให้กลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กและหนาแน่นขึ้น ซึ่ง LDL ขนาดเล็กนี้อันตรายกว่าปกติมาก เพราะมันสามารถซอกซอนทะลุผ่านผนังหลอดเลือดเข้าไปสะสมและก่อให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
ความน่ากลัวของเศษซาก TRLs คือ ขนาดของมันที่เล็กพอจะแทรกซึมเข้าไปในผนังหลอดเลือดได้โดยตรง และเมื่อเข้าไปแล้ว มันจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรงในผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ตัวเลขอัตราการเกิดโรคหัวใจที่สูงในผู้ป่วยเบาหวานจึงไม่สามารถอธิบายได้ด้วยระดับไขมัน LDL เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป งานวิจัยยุคใหม่ชี้ให้เห็นว่า หากเปรียบเทียบกันในปริมาณที่เท่ากัน เศษซากTRLs เหล่านี้อาจมีความสามารถในการทำลายหลอดเลือดและก่อให้เกิดโรคหัวใจได้มากกว่า LDL ทั่วไปซะอีก นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคลยังอาจซ้ำเติมให้กระบวนการกำจัดเศษซากไขมันเหล่านี้แย่ลงไปอีก ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
ในด้านการรักษา แม้ยาในกลุ่มสแตตินซึ่งเป็นยาลดคอเลสเตอรอลมาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ดีเยี่ยมผ่านการลด LDL และช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงจากเศษซากTRLs ได้มากนัก ส่วนยาในกลุ่มไฟเบรตที่เคยใช้เพื่อลดไตรกลีเซอไรด์โดยเฉพาะ ก็ยังให้ผลลัพธ์ในการป้องกันโรคหัวใจที่ไม่ชัดเจนนักในทางคลินิก ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันหันมาพัฒนาการรักษาแนวใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังโปรตีนควบคุมการเคลียร์ขยะไขมันโดยเฉพาะ เช่น การใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงเพื่อยับยั้งโปรตีน APOC3 หรือ ANGPTL3 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเบรกระบบกำจัดไขมันของร่างกาย การปลดเบรกนี้จะช่วยให้ตับสามารถเก็บกวาดเศษซากTRLs ออกจากเลือดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผลการทดสอบในสัตว์ทดลองและการศึกษาระยะเริ่มต้นในมนุษย์แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีมากในการลดการอักเสบและป้องกันการสะสมของไขมันในหลอดเลือด
โดยสรุปแล้ว การดูแลสุขภาพหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหรือการดูค่า LDL เท่านั้น แต่การทำความเข้าใจและจัดการกับระบบเผาผลาญไขมันTRLs ถือเป็นกุญแจสำคัญดอกใหม่ที่จะช่วยเปิดประตูสู่การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
