ผู้ชายเสี่ยงกว่า 3 เท่า! สธ. เปิดข้อมูล โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุน้อยสุดแค่ 15 ปี

ไทยลดอัตราเสียชีวิต STEMI ต่ำกว่าเป้าหมายประเทศ
กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้ายกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ STEMI หลังข้อมูลล่าสุดพบว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในโรงพยาบาลลดลงเหลือร้อยละ 7.85 ต่ำกว่าเป้าหมายระดับประเทศที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 8.0
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทุกนาทีที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมีผลต่อโอกาสรอดชีวิตและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
ผลการดำเนินงานในปี 2569 ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจาก STEMI ลงต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด สอดคล้องกับการพัฒนาเครือข่ายส่งต่อและการเปิดหลอดเลือดหัวใจที่ครอบคลุมมากขึ้น
3 ปี อัตราเสียชีวิตลดจาก 9.01% เหลือ 7.85%
ข้อมูลจากระบบทะเบียนผู้ป่วย Thai ACS Registry ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันโรคทรวงอก พบว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย STEMI มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ดังนี้
ปี 2567 อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 9.01
ปี 2568 ลดลงเหลือร้อยละ 8.0
ปี 2569 ลดลงเหลือร้อยละ 7.85
เมื่อเปรียบเทียบปี 2567 กับปี 2569 อัตราการเสียชีวิตลดลง 1.16 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นการลดลงประมาณร้อยละ 12.9 ภายในระยะเวลา 2 ปี
ระบบทะเบียนดังกล่าวรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 11,000 รายต่อปี ทำให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขสามารถติดตามแนวโน้มผู้ป่วย ระยะเวลาการรักษา และผลลัพธ์ของระบบส่งต่อในแต่ละพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้ชายป่วยมากกว่าผู้หญิง 3 เท่า
ข้อมูลเชิงประชากรพบว่า ผู้ป่วย STEMI ประมาณร้อยละ 75 เป็นเพศชาย หรือมีสัดส่วนผู้ชายต่อผู้หญิงประมาณ 3 ต่อ 1
กลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 50-70 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยวัยทำงานตอนต้นอายุ 21-40 ปี มีสัดส่วนรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4-5 ของผู้ป่วยทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 20 ปีในระบบทะเบียนประมาณร้อยละ 0.1-0.5 โดยผู้ป่วยอายุน้อยที่สุดที่มีรายงานในประเทศไทยมีอายุ 15 ปี พบในจังหวัดอุดรธานี
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นในประชากรวัยทำงานและกลุ่มอายุน้อยได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วนลงพุง และความเครียดสะสม
สั่ง สสจ.-โรงพยาบาล เชื่อมระบบส่งต่อไร้รอยต่อ
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กระทรวงได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ ประสานการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียว
แนวทางสำคัญคือการเตรียมความพร้อมของแพทย์เฉพาะทาง พยาบาลวิชาชีพ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ และระบบส่งต่อผู้ป่วย เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและนำผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการเปิดหลอดเลือดหัวใจได้รวดเร็ว ปลอดภัย และเป็นมาตรฐานเดียวกัน
ระบบดังกล่าวครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลที่มีห้องสวนหัวใจ และโรงพยาบาลที่ต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังศูนย์ที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการในแต่ละจังหวัด
“ช่วงเวลาทอง” ปัจจัยสำคัญลดการเสียชีวิต
นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง คือการควบคุมช่วงเวลาตั้งแต่พบผู้ป่วยจนถึงการเปิดหลอดเลือดหัวใจ หรือ Golden Period
กระบวนการเริ่มตั้งแต่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน การแจ้งทีมแพทย์เฉพาะทาง และการนำผู้ป่วยเข้าสู่ห้องสวนหัวใจเพื่อเปิดหลอดเลือดด้วยบอลลูน
โรงพยาบาลและเครือข่ายส่งต่อส่วนใหญ่สามารถดำเนินงานได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ช่วยลดเวลารอคอยและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย
3 แนวทางยกระดับระบบโรคหัวใจ
กระทรวงสาธารณสุขกำหนดนโยบายระยะต่อไปภายใต้แนวคิด “เข้าถึงไว มีมาตรฐาน ทุกช่วงวัยปลอดภัยจากโรคหัวใจ” โดยมี 3 แนวทางหลัก
แนวทางแรก คือการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยอ่านผลคลื่นไฟฟ้าหัวใจตั้งแต่บนรถพยาบาลฉุกเฉิน เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินผู้ป่วยและเตรียมห้องสวนหัวใจก่อนเดินทางถึงโรงพยาบาล
เป้าหมายคือการลดระยะเวลาตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์พบผู้ป่วยครั้งแรกจนถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ FMC to ECG ให้เกิดขึ้นก่อนถึงโรงพยาบาล
แนวทางที่สอง คือการรณรงค์เชิงรุกในกลุ่มผู้ชายและประชากรอายุน้อย โดยเน้นลดการสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ดูแลรอบเอว และจัดการความเครียด เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่
แนวทางที่สาม คือการยกระดับโครงการ “STEMI ONE” เพื่อเชื่อมโยงโรงพยาบาลและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศให้ใช้มาตรฐานการรักษาเดียวกัน ตั้งแต่การวินิจฉัย การส่งต่อ จนถึงการเปิดหลอดเลือดหัวใจ
โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยทุกพื้นที่เข้าถึงการรักษาได้ทันเวลา และรักษาอัตราการเสียชีวิตจาก STEMI ให้อยู่ต่ำกว่าเป้าหมายระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
