วิกฤตพลังงานลากยาวน้ำมันหายจากตลาดโลก

แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกอ่อนตัวลงและราคาดีเซลในไทยจะทยอยปรับลดลงจกาการกดค่าการกลั่นลงแต่ในการประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก Mohammed Aljadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า สถานการณ์พลังงานโลกในขณะนี้ยังอยู่ในภาวะ “เปราะบางมาก” แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกบางประการจากความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และต้องจับตาว่าพัฒนาการต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร
ที่สำคัญความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณน้ำมันในตลาด” เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ระบบขนส่ง โดยเฉพาะบริษัทเดินเรือ กลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงที่ชัดเจน เพราะโดยข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันยังมีลักษณะชั่วคราว และอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจ
ในมุมของความเสียหาย Aljadaan ระบุว่า มีราว 7 ประเทศที่สามารถฟื้นกำลังการผลิตและการส่งออกได้ค่อนข้างเร็ว ขณะที่บางประเทศยังต้องใช้เวลาอีกนานจากผลกระทบที่รุนแรงกว่า
สอดคล้องกับข้อมูลที่ทางสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกมาเตือนว่าอาจต้องใช้เวลามากถึง 2 ปี กว่าการผลิต 'น้ำมัน-ก๊าซ' จะกลับสู่ระดับปกติ เนื่องจากโรงกลั่น และโรงงานพลังงานต่างๆ ได้รับความเสียหายทั่วภูมิภาค ซึ่งข้อมูลเรื่องกรอบเวลานี้ถือว่ามีความสำคัญ เพราะตลาดยังคงมองว่าการหยุดชะงักนี้เป็นเรื่องชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น
เนื่องจากแหล่งน้ำมัน โรงกลั่น และท่อส่งน้ำมัน ถูกทำลายอย่างต่อเนื่องทั่วอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซก็ถูกปิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เส้นทางส่งออกน้ำมัน และก๊าซที่สำคัญถูกตัดขาด ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้น้ำมันหลายร้อยล้านบาร์เรลหายไปจากตลาด
IEA คาดการณ์ว่า สงครามได้ส่งผลกระทบการผลิตน้ำมันลดลงไปแล้ว 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความเสียหายจากการส่งออกโดยรวม ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์กลั่นแล้ว สูงกว่านี้มาก ส่วนโรงงานน้ำมัน และก๊าซกว่า 80 แห่งทั่วภูมิภาคก็ได้รับความเสียหาย
สำหรับก๊าซธรรมชาติอาจใช้เวลาฟื้นตัวด้านการผลิตนานกว่านั้นอีก โดยช่องทางขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวบางแห่งอาจต้องใช้เวลามากกว่าสองปีในการกลับมาดำเนินการตามปกติหลังจากได้รับความเสียหาย
สอดคล้องกับที่ Kpler บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์ระบุว่าตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุในวันที่ 28 กุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบันปริมาณน้ำมันดิบและคอนเดนเสทหายไปถึง 500 ล้านบาร์เรลในตลาดโลก ซึ่งถือเป็นการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ในรายงานยังเปรียบเทียบความร้ายแรงของการขาดหายน้ำมันว่า เทียบเท่ากับการระงับน้ำมันการบินทั่วโลก 10 สัปดาห์, การงดเดินทางบนถนนด้วยรถยนต์ทุกประเภททั่วโลก 11 วัน, การใช้เชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 4 เดือน ไปจนถึงการที่โลกไม่มีน้ำมันใช้ 5 วันเต็ม
พร้อมทั้งมองว่าแหล่งผลิตที่เสียหายเช่นแหล่งน้ำมันดิบในคูเวตและอิรักอาจต้องใช้เวลา 4-5 เดือนเพื่อกลับสู่ระดับปกติ และอาจทำให้ปริมาณน้ำมันในสต็อกลดลงต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนขณะที่ความเสียหายต่อโรงกลั่นและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่าง Ras Laffan ในกาตาร์ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานให้สมบูรณ์หลายปี
ขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ประเมินสถานการณ์อันดับเครดิตล่าสุดของประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันด้านอันดับความน่าเชื่อถือจาก "วิกฤตพลังงาน" โดย "อินโดนีเซีย" เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในขณะที่ "ประเทศไทย" แม้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวและพื้นที่ทางการคลังถูกจำกัดลง แต่ก็ยังคงมี “จุดแข็งสำคัญด้านเครดิต” ที่ช่วยพยุงเสถียรภาพโดยรวม เสถียรภาพด้านนโยบายการเงินและฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากภายนอก แม้ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันเศรษฐกิจและฐานะการคลังในระยะข้างหน้าก็ตาม
ในทางกลับกัน “อินโดนีเซีย” ถูกมองว่าเปราะบางที่สุดในอาเซียนหากความขัดแย้งยืดเยื้อ จากภาระเงินอุดหนุนของรัฐบาลและแรงกดดันด้านงบประมาณ นอกจากนี้ เงินเฟ้อที่เร่งตัวอาจนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สูงขึ้นกระทบต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและยิ่งเพิ่มความเปราะบางด้านเครดิต
ขณะที่ “มาเลเซีย” ยังมีศักยภาพรับมือแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้ จากตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้ภาระเงินอุดหนุนและการขาดดุลงบประมาณมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม ส่วน “เวียดนาม” ยังมีระดับกันชนเพียงพอ แม้ต้นทุนนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดลง อาจเริ่มกดดันสภาพคล่องภายนอก
ในส่วนของไทยเองรัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและอุดหนุนราคาน้ำมันให้กลุ่มขนส่งสาธารณะเป็นการชั่วคราว ซึ่งล้วนต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย ทำให้หลายหน่วยงานรวมทั้งทีดีอาร์ไอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนราคาพลังงานแบบถ้วนหน้า ซึ่งเป็นการสร้างภาระหนี้สินมหาศาล โดยเสนอให้เปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางแทน
พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการแก้ปัญหาจากมาตรการเร่งด่วนไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศ
สำหรับยุทธศาสตร์ในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นภายในหนึ่งปีข้างหน้า รัฐบาลจำเป็นต้องมุ่งเป้าไปที่การลดผลกระทบต่อประชาชนพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก โดยต้องกล้าที่จะเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ซึ่งสร้างภาระหนี้สินให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลมาเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า แทน
รวมถึงปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบขั้นบันไดซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ขณะที่รัฐสามารถนำงบประมาณไปดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคขนส่งสาธารณะ และเกษตรกรได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ การกำหนดเพดานค่าการกลั่น เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินมาเสริมฐานะกองทุนน้ำมันฯ และการจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนน้ำมันอย่างโปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน
ในส่วนของภาคไฟฟ้า เห็นด้วยในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควรจำกัดวงไว้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยอุดหนุน 200 หน่วยแรก แต่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการบริหารจัดการด้านอุปสงค์ ด้วยการจูงใจให้ลดการใช้ไฟฟ้าลง ส่วนภาคขนส่งและโลจิสติกส์ต้องเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดของระบบราง จัดหาหัวรถจักรและแคร่สินค้าใหม่เพื่อทดแทนของเดิมที่เสื่อมสภาพ
ส่วนยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว ในช่วง 1-5 ปี รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน โดยใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” ผ่านการกำหนดมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานขั้นต่ำ การปฏิรูปตลาดพลังงานต้องมุ่งเน้นที่การทำลายการผูกขาด รวมทั้งสนับสนุนให้มีการการสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของประเทศ และการเจรจาแสวงหาแหล่งพลังงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นหลักประกันความมั่นคงในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์สูง
นอกจากนี้ต้องมีการยกระดับมาตรฐานภาคขนส่งด้วยการสนับสนุนการเปลี่ยนรถบรรทุกเก่าสู่มาตรฐาน Euro 5-6 และการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะไปสู่รถไฟฟ้า (EV) จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นต้น
สอดคล้องกับที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เสนอแนวคิด “Pecking Order” หรือ ลำดับความเหมาะสมของมาตรการการคลัง เมื่อเกิดช็อกราคาอาหารและพลังงาน โดยแก่นสำคัญคือ รัฐไม่ควรเริ่มจากการอุดหนุนราคาทั้งระบบ แต่ควร “เจาะจง” ไปยังกลุ่มที่เปราะบางที่สุดก่อน มาตรการที่ IMF ให้ความสำคัญสูงสุดคือ การขยายโครงการช่วยเหลือเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น สวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือกลุ่มเปราะบางที่รัฐมีฐานข้อมูลรองรับ เพราะมาตรการเหล่านี้ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า แต่ให้ผลลัพธ์ตรงเป้าหมายมากกว่า
สิ่งที่ IMF เตือนอย่างชัดเจนคือ การตรึงราคาพลังงานหรืออุดหนุนแบบทั่วหน้า แม้จะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองในระยะสั้น แต่มีต้นทุนแฝงมหาศาล ทั้งในเชิงงบประมาณ และในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะมันทำให้ราคาที่ผู้บริโภคเห็น “ไม่สะท้อนต้นทุนจริง” ส่งผลให้การใช้พลังงานไม่ลดลง และบิดเบือนแรงจูงใจของทั้งระบบ
ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับภาคธุรกิจ IMF ไม่ได้เสนอให้รัฐ “อุ้ม” ต้นทุนโดยตรง แต่แนะนำให้ช่วยผ่าน “สภาพคล่อง” เช่น เงินกู้ชั่วคราว หรือการค้ำประกันสินเชื่อ สำหรับบริษัทที่ยังมีศักยภาพแต่ได้รับผลกระทบจากช็อกระยะสั้นเพื่อ “ช่วยให้รอด” แต่ไม่ใช่การอุ้มระยาวแบบที่ไม่ให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับบริบทโลกที่เปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากดูหลายช้อเสนอก็๋เหมือนกับมาตรการที่รัฐบาลไทยกำลังพยายามดำเนินการอยู่ในขณะนี้และหาแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
