รีเซต

ครม.รับทราบผลศึกษา การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา

ครม.รับทราบผลศึกษา การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา
มติชน
18 มกราคม 2565 ( 17:46 )
29
ครม.รับทราบผลศึกษา การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา

ข่าววันนี้ 18 มกราคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยมีข้อเสนอแนะของกมธ.การสาธารณสุข วุฒิสภา ในเรื่องการยกระดับหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนที่มีปัญหาทางสถานะทางทะเบียนและสิทธิรวมถึงคนต่างด้าว ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขระบุในประเด็นนี้ว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) อยู่ระหว่างขับเคลื่อนงานดังกล่าวร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการขยายความครอบคลุมการประกันสุขภาพภาคบังคับสำหรับคนต่างด้าวทุกคนที่เข้ามาประเทศไทยที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพ

 

โดยนำร่องใน 4 กลุ่ม คือ นักท่องเที่ยว,ผู้ต้องขัง,แรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติและ Stateless เพื่อให้มีสิทธิประโยชน์ การจ่ายสมทบ ซื้อประกัน และการบริหารจัดการที่เหมาะสมเป็นระบบหรือมาตรฐานเดียว โดยจะเสนอครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายหน่วยงานหลักรับผิดชอบต่อไป ส่วนประเด็นในระยะยาว ที่กมธ.เสนอให้มีการเก็บภาษีสุขภาพสำหรับคนไทยทุกคน และรวมกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐทุกระบบเป็นระบบเดียว (Single Fund) ทั้งสำหรับคนไทยและคนต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทยทุกคนเพื่อให้มีเอกภาพ โดยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุขระบุในประเด็นนี้ว่า การจัดเก็บภาษีส่วนประกอบอาหารที่มีผลกระทบต่อสุขภาพที่ ร้อยละ 5 ของมูลค่าการผลิตส่วนประกอบอาหารที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ประมาณการจำนวนเงิน 9,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นการจัดเก็บที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรงและอาจทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลงจนต้นทุนด้านสุขภาพในอนาคตลดลง อย่างไรก็ตามอาจเป็นภาระแก่ผู้บริโภค

 

น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า สำหรับการรวมกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐทุกระบบเป็นระบบเดียวทั้งสำหรับคนไทยและคนต่างด้าวนั้น เห็นควรกำกับทิศทางนโยบาย ในกรณีมีหน่วยบริหารการคลังระบบสาธารณสุขหลายหน่วย โดยกำหนดให้มีองค์กรในระดับประเทศทำหน้าที่อภิบาลระบบ โดยมีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้หน่วยบริหารการคลังระบบสาธารณสุขต้องปฏิบัติตามกติกาเดียวกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง