โลกร้อนเพาะปลูกยาก ถึงเกษตรกรปรับตัวได้ แต่ก็หนีภัยแล้งไม่ทัน

ภูมิภาคเอเชียกลางมักเผชิญวิกฤตภัยแล้งรุนแรง เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและปัญหาการขาดแคลนน้ำจนส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร และยังมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้เกษตรกรในพื้นที่จะปรับตัวด้วยการหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยลง แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลับทำให้ปริมาณการใช้น้ำในภาคการเกษตรของภูมิภาคเอเชียกลางเพิ่มขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความต้องการไอน้ำในชั้นบรรยากาศก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ซ้ำเติมวิกฤตการขาดแคลนน้ำในภูมิภาคมากขึ้นไปอีก
ลุ่มแม่น้ำอามูดาร์ยา เป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชียกลาง แต่ในช่วงปี 1987-2019 พบว่าปริมาณการใช้น้ำของพืชโดยรวมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 และการใช้น้ำทำการเกษตรเฉลี่ยต่อพื้นที่ 6.25 ไร่ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18 เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก โดยลดพื้นที่ปลูกพืชฤดูร้อนที่ใช้น้ำเยอะอย่างฝ้ายลง และเปลี่ยนไปปลูกข้าวสาลีที่ใช้น้ำน้อยกว่าแทน แต่จากการวิเคราะห์พบว่าสามารถชดเชยการใช้น้ำน้อยลงได้เพียงแค่ร้อยละ 3 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวของภาคการเกษตรมีขีดจำกัด แม้จะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยลง แต่ก็ยังไม่สามารถลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่เร่งตัวเร็วขึ้นได้เลย
ปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหารายได้ คุณภาพชีวิตของชาวเมือง และความมั่นคงด้านอาหารอีกด้วย
ดังนั้นการปรับตัวอาจไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ก่อนที่ผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะขยายตัวไปทั่วโลก และไม่มีทางแก้ไขได้อีก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
