เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 69 ใครจะพาคนกรุงรอด จาก “เมืองร้อน เมืองฝุ่น เมืองจมน้ำ”

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในเขตกทม.ที่ควรต้องได้รับการสานต่อ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในกรุงเทพมหานคร กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารเมืองในอนาคตต้องเร่งสานต่อและพัฒนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในเดือนมิถุนายน 2569 ที่จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 4.5 ล้านคน จากประชากรในกรุงเทพฯ มากกว่า 10 ล้านคน ท่ามกลางความท้าทายของเมืองใหญ่ที่กำลังเผชิญทั้งมลพิษทางอากาศ ปัญหาขยะ น้ำเสีย น้ำท่วม และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แนวคิดและข้อเสนอของ ดร.สนธิ คชวัฒน์ ได้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ จำเป็นต้องดำเนินอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
หนึ่งในปัญหาเร่งด่วน คือ วิกฤตฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ การแก้ไขต้องเริ่มจากการควบคุมที่ต้นตอ ทั้งการจำกัดมลพิษจากรถยนต์เก่าในเขตเมือง การสร้างความร่วมมือกับจังหวัดรอบข้างและภาคเกษตรเพื่อลดการเผาชีวมวล รวมถึงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่แม่นยำ และขยายห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังต้องเผชิญปัญหาขยะและน้ำเสียที่สะสมมาอย่างยาวนาน การแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจึงควรถูกผลักดันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกที่ย่อยสลายยาก นอกจากนี้ ควรมีการบังคับใช้ระบบบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน ติดตั้งถังดักไขมัน และเร่งขยายโครงข่ายท่อรวบรวมน้ำเสียเข้าสู่โรงควบคุมคุณภาพน้ำของกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันน้ำเสียไหลลงสู่คูคลอง รวมถึงฟื้นฟูคลองสายรองที่เน่าเสียให้กลับมามีคุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
อีกประเด็นสำคัญ คือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะในเมือง แนวคิด “สวน 15 นาที” ควรได้รับการต่อยอดให้เป็นพื้นที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ตกแต่งริมถนน แต่ต้องเป็นสวนชุมชนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย กรุงเทพมหานครยังสามารถปรับพื้นที่รกร้างหรือใต้ทางด่วนให้กลายเป็นสวนหย่อมใกล้บ้าน พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลรักษา เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ควบคู่กับการปรับปรุงทางเท้าและเพิ่มร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ เพื่อส่งเสริมการเดินเท้าและสุขภาพของคนเมือง
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญผลกระทบจาก Climate Change กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อนและฝนตกหนัก การเพิ่มจุดหลบร้อน (Heat Shelter) ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและชุมชนแออัด รวมถึงการซ่อมแซมไฟส่องสว่างเพื่อสนับสนุนการเดินเท้าและการใช้ขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเมืองในอนาคต
ปัญหาน้ำท่วมก็ยังเป็นอีกความท้าทายสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ต้องรับมือทั้งน้ำเหนือ น้ำหนุน และฝนตกหนัก การแก้ไขจึงต้องทำควบคู่กันหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิง การขุดลอกคูคลอง ขยายอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน และบำรุงรักษาสถานีสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงการเสริมความสูงของคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อรองรับระดับน้ำทะเลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ การเดินทางของประชาชนก็เป็นอีกปัจจัยที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานครควรเร่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระดับรอง หรือ Feeder เช่น Shuttle Bus หรือรถ EV ขนาดเล็ก เพื่อเชื่อมชุมชนเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายหลัก รวมถึงการเชื่อมต่อระบบ “ล้อ-ราง-เรือ” ผ่านการพัฒนาทางเดินเท้า Skywalk ทางจักรยาน และท่าเรือในคลองสายต่าง ๆ พร้อมเพิ่มจุดจอดแล้วจร (Park & Ride) รอบเมือง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดมลพิษทางอากาศ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ จึงควรมีการจัดตั้งศูนย์ Day Care หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล ทำกิจกรรม และพบปะผู้คนในช่วงกลางวัน ก่อนกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวในช่วงเย็น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้อย่างมาก
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การพัฒนาเมืองในอนาคตไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่คือการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี อากาศสะอาด เดินได้ ปลอดภัย มีพื้นที่สีเขียว และสามารถดูแลประชาชนทุกช่วงวัยได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครคนต่อไปต้องสานต่ออย่างจริงจังและยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
