รีเซต

เฝ้าระวังคนตกงานเพิ่ม โอทีหาย-รายได้ลด

เฝ้าระวังคนตกงานเพิ่ม โอทีหาย-รายได้ลด
TNN ช่อง16
26 พฤษภาคม 2569 ( 10:42 )
8

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสแรก ปี 2569  พบว่าสถานการณ์แรงงานไทยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากไตรมาสหนึ่งของปี 2568 ปัจจัยสำคัญมาจากการฟื้นตัวของงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งขยายตัวร้อยละ 6.2 ( 11.3 ล้านคน) ตามความต้องการแรงงานในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ (ปรับฤดูกาล) ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 และกำลังแรงงานรอฤดูกาลที่ลดลงร้อยละ 5.6 

ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมโดยรวมขยายตัวร้อยละ 4.0 (29.9 ล้านคน) โดยการจ้างงานในสาขาการค้าส่งและค้าปลีกขยายตัวสูงสุดที่ร้อยละ 7.3 และรองลงมาคือสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าขยายตัวที่ร้อยละ 4 .5 ขณะที่การจ้างงานในสาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวร้อยละ 1.5 แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงร้อยละ 2.4 จากการชะลอการเดินทางในช่วงเดือนมีนาคม

ส่วนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานค่อนข้างทรงตัว โดยชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ที่ 40.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 43.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใกล้เคียงกับไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 ที่ 40.8 และ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตามลำดับ 

ทั้งนี้ ผู้ทำงานล่วงเวลาที่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีจำนวน 6.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.1  แต่ผู้ทำงานต่ำระดับหรือทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่ม โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 มีจำนวน 190,000 คน

ขณะที่ ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในภาพรวมอยู่ที่ 16,145 บาทต่อคน ต่อเดือนลดลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระที่ลดลงร้อยละ 2.5 มาอยู่ที่ 16,852 บาทต่อคนต่อเดือน 

ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบอยู่ที่ 15,675 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจและของลูกจ้างเอกชน ที่ร้อยละ 1.1 และร้อยละ 0.8 ตามลำดับ 

ทั้งนี้ เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ที่ลดลงร้อยละ 0.54 พบว่า ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมลดลงร้อยละ 0.09 โดยค่าจ้างที่แท้จริงของลูกจ้างในระบบเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.25 และกลุ่มอาชีพอิสระลดลงที่ร้อยละ 1.93


สำหรับสถานการณ์ผู้ว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น  โดยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 มีผู้ว่างงานในภาพรวมจำนวน 390,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หลังจากติดลบมา 4 ไตรมาส โดยเพิ่มขึ้นจากกลุ่มที่เคย ทำงานมาก่อน ซึ่งมีจำนวน 239,000  คน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44.8  โดยสาเหตุการว่างงาน พบว่า เกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.9) เป็นการลาออกจากงาน  

ทั้งนี้ ผู้ว่างงานส่วนใหญ่มาจากสาขาการผลิต และสาขา การค้าส่งและค้าปลีก ในสัดส่วนร้อยละ 24.2 และร้อยละ 18.6 ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ยังไม่เคยทำงานลดลงร้อยละ 20.1 ซึ่งมีจำนวน 154,000 คน 

ทั้งนี้  ผู้ว่างงานที่ปรับเพิ่มขึ้น 390,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.94 เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 6 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 1.02  สอดคล้องกับการว่างงานในระบบประกันสังคม พบว่าไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 มีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 242,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบที่ร้อยละ 2.00 สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการเลิกกิจการ/โรงงาน ซึ่งในช่วง 3 เดือนแรกของปีมีโรงงานปิดไป 163 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 16.4 และมีกิจการเลิกดำเนินการ 3,236 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7

นอกจากผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่าผู้เสมือนว่างงาน หรือผู้มีงานทำที่มีชั่วโมงการทำงานอยู่ในระดับต่ำ โดยรวมถึงผู้ที่ทำงาน 0-20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในภาคเกษตรกรรม และผู้ที่ ทำงาน 0-24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นอกภาคเกษตรกรรม ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 หรือมีจำนวน 4.4 ล้านคน เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นในสาขานอกภาคเกษตรกรรมร้อยละ 9.6 มาอยู่ที่ 3.0 ล้านคน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมลดลงร้อยละ 9.3 เหลือ 1.4 ล้านคน 

นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาวที่ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.0 หรือมีจำนวน 87,000 คน โดยสาเหตุสำคัญมาจากความรู้สึกท้อหรือหมด กำลังใจในการหางาน (ร้อยละ 36.4) และการขาดคุณสมบัติหรือประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่งงาน (ร้อยละ 17.1)


สำหรับในระยะต่อไป สภาพัฒน์ระบุว่า ด้านแรงงานมีประเด็นควรเฝ้าระวังและควรให้ความสำคัญดังนี้ 


1. ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อระดับการจ้างงานและรายได้ของแรงงาน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยังทรงตัว แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อราคาน้ำมัน และค่าขนส่ง ซึ่งอาจกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานหลายสาขา อาทิ 

สาขาการขนส่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 35.5 ของต้นทุนรวมของภาคการขนส่ง และอาจส่งผลให้รายได้สุทธิลดลง  

สาขาการผลิตอาจเผชิญต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้น บางโรงงานต้องชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราว 

สาขาการก่อสร้างเสี่ยงต่อภาวะงานหยุดชะงักจากราคาวัสดุ ก่อสร้างที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง 

สาขาการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอาจชะลอการเดินทาง เนื่องจาก สถานการณ์ความขัดแย้งและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือนเมษายน 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยหดตัวลงร้อยละ 7.0 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 

ทั้งนี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุว่าผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกลางต่อการเลิกจ้างหรือปลดแรงงานยังไม่เกิดขึ้น แต่หลายธุรกิจอาจปรับลดชั่วโมงการทำงาน หรือลด/ยกเลิกการทำงานล่วงเวลา ( OT : Overtime  ) เพื่อรับปรับลดต้นทุน ส่งผลให้แรงงานมีรายได้ลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง 

ดังนั้น ควรเร่งเตรียมมาตรการในการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการจับคู่การจ้างงานในสาขาที่มีความต้องการแรงงาน เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานจาก ภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์โลกต่อไป

2. การว่างงานแฝงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2567-2568 แม้ว่าในปี 2568 จำนวน ผู้ว่างงานลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 18.5 และมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 0.82 ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ตลาดแรงงานไทยยังคงมีความเปราะบาง 

สะท้อนจากจำนวน “ผู้ว่างงานแฝง” เฉลี่ยที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำมาก หรือทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยในปี 2568 มีจำนวนกว่า 220,000  คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 17.8 ซึ่งกลุ่มนี้มักมีระดับการศึกษาไม่สูง กว่าร้อยละ 65.0 จบระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า และส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร รองลงมาเป็นสาขาการก่อสร้าง และสาขาการผลิต ตามลำดับ

ที่น่ากังวลคือแรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ ในปี 2568 มีค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 6,700 บาทต่อคนต่อเดือน ต่ำกว่าค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานทั้งประเทศที่ประมาณ 16,000 บาทต่อคนต่อเดือนอย่างมาก ดังนั้น ควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริม โดยเฉพาะแรงงานในภาคเกษตร เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้ของแรงงานกลุ่มเปราะบางที่ยังทำงานต่ำกว่าศักยภาพ

3. ความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ( EV) อุตสาหกรรม EV ของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2569-2571 ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่งไฟฟ้า คาดว่าจะอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.8 ต่อปี  ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีเป้าหมายให้การผลิต EV คิดเป็นอย่างน้อยร้อยละ 30.0 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็นร้อยละ 50.0 ภายในปี 2578 ส่งผลให้การผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง 

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนรายหลักที่ส่งตรงให้ผู้ประกอบรถยนต์ (Tier 1) และผู้ผลิตชิ้นส่วนต่อเนื่อง (Tier 2) ที่พึ่งพาการผลิตรถยนต์สันดาปเป็นหลัก เนื่องจาก EV ใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก โดยอาจลดลงจาก 2,000 ชิ้น เหลือเพียง 20 ชิ้น  

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS (2569) คาดว่าในปี 2568-2569 แรงงานกว่า 110,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 16.3 ของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากการผลิตรถยนต์ไทยอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง และผู้ผลิตชิ้นส่วนบางส่วน ยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการและแรงงาน อาทิ สนับสนุนการปรับสายการผลิตสู่อุตสาหกรรมใหม่ อย่างเช่น ชิ้นส่วน EV หรือ เครื่องมือแพทย์


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง