BEM พร้อมตั๋วร่วม 45 บ. กูรูเชื่อปี 70 กำไรโตสนั่น

#BEM #ทันหุ้น - BEM พร้อมมาตรการตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 8 สาย ค่าโดยสาร 17–45 บาท เริ่ม 1 มกราคม 2570 หลังติดตั้งหัวอ่าน EMV ครบทุกสถานี ชี้ยังได้รับเงินตามสัญญาทุกบาท แต่รัฐจะจ่ายคืนผู้โดยสารเอง โบรกเชื่อผู้โดยสารข้ามสายเพิ่มขึ้น หนุนกำไร BEM ปี 2570 เติบโตระดับสองหลัก ส่วนปีนี้กำไรปกติ 3,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1%
จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เห็นชอบในหลักการกำหนดค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้า 8 สาย ได้แก่ สายสีแดง แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู สีเขียว และสีทองในอัตรา 17 – 45 บาท สำหรับประชาชนชาวไทยที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและชำระด้วยบัตร EMV Contactless โดยไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย ซึ่งกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางปีงบประมาณ 2570 จำนวน 5,850 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยค่าโดยสาร 5,785 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมโอนเงินคืนประชาชน 65 ล้านบาท เนื่องจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมยังอยู่ระหว่างจัดทำระเบียบและยังไม่ได้รับเงินทุนประเดิม โดยตั้งเป้าเริ่มใช้มาตรการค่าโดยสารร่วมวันที่ 1 มกราคม 2570 ขณะเดียวกัน เตรียมขยายมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวันของรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วงถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ที่ประชุมเสนอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ติดตามปริมาณผู้โดยสารและรายได้จริง รวมถึงประเมินจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก เพื่อนำไปประกอบการเจรจาแบ่งรายได้คืนภาครัฐ พร้อมพิจารณาร่างข้อตกลงโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองจาก กทม. ให้ รฟม. บริหารจัดการโครงข่ายในภาพรวม ก่อนเสนอ ครม. ตามขั้นตอน
@BEM พร้อมเข้าร่วม
ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ยืนยันความพร้อมเข้าร่วมระบบตั๋วร่วมด้วยบัตร EMV เต็ม 100% หลังติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV สำหรับจัดเก็บค่าโดยสารครบทุกสถานี พร้อมรองรับการส่งข้อมูลการเดินทางให้ธนาคารกรุงไทยประมวลผลตามเงื่อนไขมาตรการค่าโดยสารร่วม ซึ่งกำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว ทั้งนี้ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแต่ละสายยังคงจัดเก็บค่าโดยสารตามอัตราและเงื่อนไขในสัญญาเดิม จากนั้นธนาคารกรุงไทยจะตรวจสอบข้อมูลการเดินทางและคำนวณส่วนต่าง หากผู้โดยสารจ่ายค่าโดยสารเกินเพดานที่กำหนด รัฐบาลจะคืนเงินส่วนต่างให้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย ไม่ได้จ่ายเงินชดเชยผ่านผู้ให้บริการรถไฟฟ้าอย่าง BEM หรือ BTS เช่น หากเดินทางและถูกเรียกเก็บค่าโดยสารรวม 60 บาท ผู้โดยสารจะได้รับเงินคืน 15 บาท ตามเงื่อนไขของมาตรการ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นกลไกชดเชยส่วนต่างให้แก่ผู้โดยสาร โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอัตราค่าโดยสารที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บตามสัญญาเดิม
ดังนั้นประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิ์รับเงินชดเชย ควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยการตรวจสอบว่าบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่ใช้อยู่เป็นบัตร EMV Contactless ที่รองรับการแตะชำระค่าโดยสารหรือไม่ จากนั้นลงทะเบียนและผูกบัตรดังกล่าวกับแอปพลิเคชันเป๋าตังตามขั้นตอนที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการเดินทาง, ตรวจสอบสิทธิ์ และโอนเงินส่วนต่างคืนได้อย่างถูกต้อง
ส่วนผู้โดยสารที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้ผูกบัตร EMV กับแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังคงสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ โดยใช้บัตร EMV แตะเข้า-ออกประตูสถานี หรือซื้อเหรียญโดยสาร (Coin) ตามช่องทางของผู้ให้บริการแต่ละสาย แต่จะไม่ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างจากรัฐบาลผ่านระบบเป๋าตัง จึงควรทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการใช้บัตร EMV เพื่อชำระค่าโดยสารกับการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ชดเชยก่อนเริ่มใช้มาตรการ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนค่าเดินทางและใช้สิทธิ์ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางข้ามสายรถไฟฟ้าเป็นประจำ ซึ่งควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับวิธีลงทะเบียน การคำนวณค่าโดยสาร และกำหนดการคืนเงินให้ชัดเจนก่อนมาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้
@เป้า 10.50 บาท
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาตรการตั๋วร่วมไม่เกิน 45 บาท เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดลงทะเบียนรับสิทธิในเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นให้ประชาชนเดินทางเชื่อมโยงระหว่างสายมากขึ้น เป็นผลบวกต่อปริมาณผู้โดยสารของผู้ประกอบการทั้ง BEM BTS นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าว ยังแบ่งกลุ่มผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าสาธารณะอย่างชัดเจน โดยผู้โดยสารที่ต้องเดินทางข้ามระบบรถไฟฟ้าต้องใช้บัตร EMV และลงทะเบียนตามเงื่อนไข สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางภายในรถไฟฟ้าสายเดิม ไม่ได้เดินทางข้ามสายสามารถใช้บัตรโดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ตามปกติ
ทั้งนี้ BEM มีโอกาสรับประโยชน์โดยตรงจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเส้นวงกลมเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าหลายสาย ขณะที่สายสีเหลืองและสีชมพูอาจได้ประโยชน์จากผู้โดยสารข้ามสายที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้ผลประกอบการเข้าใกล้จุดคุ้มทุนเร็วขึ้น โดยมาตรการตั๋วร่วมมีโอกาสหนุนกำไร BEM ปี 2570 เติบโตระดับสองหลัก ขณะที่ยังมีปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษ SOE อีก 15 บาทในเดือนธันวาคม 2569 และการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงปี 2571–2573 ซึ่งจะเพิ่มรายได้และโอกาสเชื่อมต่อกับสายสีน้ำเงิน รวมถึงโครงการทางด่วน Double Deck และรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่เป็นโอกาสเติบโตระยะยาว นักวิเคราะห์คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ที่ 10.50 บาท
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
