ZIGA อัพเป้ารายได้โต 30% สินค้าใหม่ยอดขายกระฉูด

#ZIGA #ทันหุ้น - ZIGA ส่งซิกโค้งท้ายปี 2569 โตติดสปีด! ผลิตภัณฑ์เหล็กพรีซิงค์กระแสตอบรับแรง ออเดอร์ทะยาน 30% รับดีมานด์กลุ่มเกษตร ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก ดันเป้ารายได้ปีนี้โตกระฉูด 30% จากเดิม 10% ฟากบิ๊กบอส “ศุภกิจ งามจิตรเจริญ” กางเกมรุกปี 2570 ปูพรมขยายช่องทางขาย B2C-โมเดิร์นเทรดทำเงิน
นายศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ZIGA เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/2569 คาดว่าจะเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์เหล็กพรีซิงค์ (Pre-Zinc) ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดค่อนข้างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายย่อย (B2C) ที่มีการกลับมาซื้อสินค้าซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
@ขยายฐาน B2C
ขณะเดียวกัน บริษัทได้ขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ อาทิ ภาคการเกษตร ธุรกิจฟาร์มกุ้ง และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากปริมาณคำสั่งซื้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการนำทีมงานลงพื้นที่เข้าพบลูกค้าโดยตรง เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการใช้งานจริง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ก่อนนำข้อมูลมาพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและเปิดรับการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้น จากกระแสตอบรับดังกล่าว บริษัทประเมินว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2569 มีโอกาสสร้างการเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 30% จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้เพียง 10% สะท้อนถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ใหม่ในการขยายตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
@ขยายช่องทางขาย
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2570 บริษัทวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 3 ส่วนสำคัญ โดยเฉพาะการขยายช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กพรีซิงค์ให้ครอบคลุมตลาดมากยิ่งขึ้น ทั้งช่องทางร้านค้าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิมและช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) อาทิ โฮมโปร และเมกาโฮม ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาแล้ว
การขยายช่องทางจำหน่ายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ควบคู่กับการผลักดันผลิตภัณฑ์เดิมให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น จากที่ผ่านมาโครงสร้างการจำหน่ายของบริษัทพึ่งพาผู้ค้าส่งรายใหญ่หรือยี่ปั๊วเพียงไม่กี่รายเป็นหลัก
ปัจจุบัน บริษัทได้ปรับกลยุทธ์กระจายช่องทางจำหน่ายให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการจำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรด ร้านค้าดั้งเดิม และการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านตลาด B2C โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การกระจายช่องทางจำหน่ายยังช่วยลดการพึ่งพิงผู้ค้าส่งรายใหญ่ เพิ่มอำนาจในการต่อรองทางการค้า และสนับสนุนความสามารถในการบริหารอัตรากำไร (มาร์จิ้น) ของบริษัทให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะยาว
@สร้างความแกร่ง
นายศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างธุรกิจและการบริหารความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก มากกว่าการเร่งขยายยอดขาย ส่งผลให้รายได้ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และบางช่วงมีการปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว
โดยเฉพาะสถานะทางการเงินของบริษัทที่ปัจจุบันไม่มีภาระหนี้สิน ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ บริษัทมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน มากกว่าการแข่งขันด้านยอดขายเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานภายในองค์กร พัฒนาศักยภาพบุคลากร และปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Business Model) ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
