ฝุ่นเชียงใหม่วิกฤติ แยกรินคำกระทบหนักทั้งสุขภาพ-รายได้

หมอกควันสีเทาปกคลุมท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่ต่อเนื่องหลายวัน จนทัศนวิสัยลดลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพดอยสุเทพที่เคยเด่นชัดกลับเลือนหายไปท่ามกลางฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูง สะท้อนวิกฤติคุณภาพอากาศที่ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลข แต่ลุกลามถึงชีวิตและปากท้องของผู้คนในพื้นที่
ข้อมูลคุณภาพอากาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่พุ่งแตะระดับ 233 อยู่ในเกณฑ์อันตราย และทำให้เชียงใหม่ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ส่งผลให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่หลายพื้นที่รอบเมืองมีค่าฝุ่นสูงใกล้เคียงกัน บ่งชี้ว่าสถานการณ์ยังคงกระจายในวงกว้าง
จากการลงพื้นที่บริเวณแยกรินคำ ซึ่งเป็นจุดเศรษฐกิจสำคัญของเมือง พบว่าผู้ประกอบการและแรงงานกลางแจ้งจำนวนมากกำลังเผชิญผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและรายได้อย่างชัดเจน
มรกต ผู้ค้าขายในพื้นที่ เล่าว่า ปีนี้ฝุ่นมีความรุนแรงมากกว่าปีก่อน ทำให้อาการภูมิแพ้ที่เป็นอยู่เดิมกำเริบ มีอาการแสบจมูกและเคยมีเลือดกำเดาไหล ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และใช้เครื่องฟอกอากาศภายในบ้านเพื่อลดผลกระทบ
“ช่วงที่ฝุ่นเยอะ อาการกำเริบง่าย เลือดกำเดาไหล ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา” มรกตกล่าว
ด้านป้ามาลี ผู้ช่วยดูแลร้านค้าในบริเวณเดียวกัน มองว่าปัญหาฝุ่นเป็นเรื่องซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี ทำให้การทำงานกลางแจ้งยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายในบ้านก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝุ่นได้
“มันเป็นแบบนี้ทุกปี อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะเรื่องการเผา และควรมีกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น” ป้ามาลีกล่าว
ธีรกุล ผู้ทำงานกลางแจ้งอีกหนึ่งราย ระบุว่า ฝุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ มีอาการน้ำมูกไหล แสบตา และระคายเคืองทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ทำให้ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาเพื่อป้องกันตัวเอง
ขณะที่นิด พนักงานไปรษณีย์ ซึ่งต้องขี่รถจักรยานยนต์ส่งของกลางแจ้ง เปิดเผยว่า ฝุ่นส่งผลต่อทั้งระบบทางเดินหายใจและการมองเห็น มีอาการแสบจมูก แสบตา และจมูกแห้ง อีกทั้งทัศนวิสัยลดลงอย่างชัดเจน
“ปกติจะมองเห็นดอยสุเทพ แต่ช่วงนี้มองไม่ค่อยเห็น” นิดกล่าว พร้อมระบุว่าหน่วยงานได้แจกอุปกรณ์ป้องกันเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการทำงาน
ในอีกด้านหนึ่ง กิ่งแก้ว ผู้ค้าขายเครื่องดื่มกลางแจ้ง ระบุว่าฝุ่นไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อรายได้โดยตรง เนื่องจากลูกค้าลดลงจากการหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านในช่วงค่าฝุ่นสูง
“ช่วงนี้แสบตา แล้วลูกค้าก็ออกมาน้อยลง เพราะฝุ่นมันหนักมาก” กิ่งแก้วกล่าว
ภาพรวมจากการลงพื้นที่พบว่า ผู้ประกอบการและแรงงานกลางแจ้งส่วนใหญ่เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน ทั้งอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ แสบตา น้ำมูกไหล และรายได้ที่ลดลงจากจำนวนลูกค้าที่หายไป หลายเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะการควบคุมการเผาและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องพึ่งพาการป้องกันตนเองเป็นหลัก ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย ใช้เครื่องฟอกอากาศ และลดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อรับมือกับวิกฤติฝุ่นที่ยังปกคลุมเมืองอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
