รีเซต

ดูดไขมันไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก เผยเรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

ดูดไขมันไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก เผยเรื่องต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
TNN ช่อง16
5 สิงหาคม 2569 ( 10:54 )
7

หลายคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย อาจพบว่าไขมันบางจุด เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา หรือเหนียง ยังคงลดได้ยาก จึงมองหาทางเลือกอย่าง "การดูดไขมัน" (Liposuction) เพื่อช่วยปรับรูปร่างให้ได้สัดส่วนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การดูดไขมันไม่ใช่การรักษาโรคอ้วน และไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน แต่เป็นหัตถการที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดไขมันสะสมเฉพาะจุดในผู้ที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างคงที่ หากกำลังคิดจะทำ ควรทำความเข้าใจข้อมูลต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ

การดูดไขมันคืออะไร

การดูดไขมัน คือหัตถการที่แพทย์ใช้ท่อขนาดเล็ก (Cannula) สอดเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อดูดเอาเซลล์ไขมันออกจากบริเวณที่ต้องการ เช่น

  • หน้าท้อง
  • เอว
  • สะโพก
  • ต้นขา
  • ต้นแขน
  • แผ่นหลัง
  • เหนียง
  • หน้าอกในผู้ชายที่มีภาวะเต้านมโตจากไขมัน

ปัจจุบันมีเทคนิคหลายรูปแบบ เช่น

  • Tumescent Liposuction
  • Power-Assisted Liposuction (PAL)
  • Ultrasound-Assisted Liposuction (UAL)
  • Laser-Assisted Liposuction (LAL)
  • VASER Liposuction

แต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน แพทย์จะเลือกตามสภาพร่างกายและบริเวณที่รักษา



การดูดไขมันช่วยลดน้ำหนักได้หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่

แม้น้ำหนักตัวอาจลดลงเล็กน้อยหลังดูดไขมัน แต่เป้าหมายหลักคือการปรับรูปร่าง (Body Contouring) ไม่ใช่การลดน้ำหนัก

ผู้ที่เหมาะกับการดูดไขมันมักมี

  • ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเกินเล็กน้อย
  • มีไขมันสะสมเฉพาะจุด
  • ผิวหนังยังมีความยืดหยุ่นดี
  • สุขภาพแข็งแรง

ในทางกลับกัน ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย หรือรับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ก่อน


ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการดูดไขมัน แพทย์อาจไม่แนะนำให้ทำในผู้ที่

  • โรคหัวใจหรือโรคปอดที่ควบคุมไม่ได้
  • โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
  • ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
  • ตั้งครรภ์
  • สูบบุหรี่จัดและไม่สามารถหยุดสูบได้
  • คาดหวังผลลัพธ์เกินความเป็นจริง
  • ดูดไขมันแล้วไขมันจะกลับมาอีกหรือไม่

เซลล์ไขมันที่ถูกดูดออกจะหายไปจากบริเวณนั้นถาวร แต่หากรับประทานอาหารเกินความต้องการของร่างกาย น้ำหนักเพิ่มขึ้น เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่สามารถขยายตัวได้ ทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ดังนั้น การควบคุมอาหารและออกกำลังกายหลังทำจึงมีความสำคัญไม่แพ้ตัวหัตถการ



ความเสี่ยงที่ควรรู้

แม้การดูดไขมันจะเป็นหัตถการที่ทำกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีความเสี่ยง เช่น

  • เลือดออก
  • ติดเชื้อ
  • มีของเหลวสะสมใต้ผิวหนัง (Seroma)
  • ผิวไม่เรียบหรือเป็นคลื่น
  • ชาหรือเส้นประสาทบาดเจ็บชั่วคราว
  • แผลเป็น
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ
  • ภาวะลิ่มไขมันอุดตันในหลอดเลือด (Fat Embolism) ซึ่งพบได้น้อยแต่เป็นภาวะรุนแรง

ความเสี่ยงจะลดลงเมื่อทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่งหรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน


หลังดูดไขมันต้องดูแลตัวเองอย่างไร

การพักฟื้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณไขมันที่ดูดออก โดยทั่วไปควร


  • ใส่ชุดกระชับตามคำแนะนำของแพทย์
  • เดินเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • งดออกกำลังกายหนักประมาณ 2–4 สัปดาห์
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • มาพบแพทย์ตามนัด
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีนเพียงพอและดื่มน้ำให้เหมาะสม

อาการบวมจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายในหลายสัปดาห์ และผลลัพธ์มักเห็นชัดในช่วง 3–6 เดือนหลังทำ

ดูดไขมันอันตรายหรือไม่

หากทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการประเมินสุขภาพก่อนทำอย่างละเอียด และไม่ดูดไขมันในปริมาณมากเกินไป การดูดไขมันถือว่ามีความปลอดภัยในระดับสูง

สิ่งที่น่ากังวลคือการเลือกใช้บริการจากสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถลดไขมันได้จำนวนมากภายในครั้งเดียว ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง