รีเซต

ซื้อเสียง 7,500 เป็นไปได้ไหม? นักวิชาการ เชื่อการไหลเข้าของเงินนอกระบบ-บ้านใหญ่ย้ายค่าย ช่วยดันเพดานซื้อเสียงสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ซื้อเสียง 7,500 เป็นไปได้ไหม? นักวิชาการ เชื่อการไหลเข้าของเงินนอกระบบ-บ้านใหญ่ย้ายค่าย ช่วยดันเพดานซื้อเสียงสูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
TNN ช่อง16
20 มกราคม 2569 ( 17:46 )
9

ซื้อเสียง หัวละ 7,500 บาท กลายเป็นตัวเลขที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง และอาจเป็นสัญญาณชี้ถึงความดุเดือดของการชิงชัยในสนามเลือกตั้ง 2569  แม้ กกต.จะออกมาปฏิเสธว่า 7,500 เป็นเพียงตัวเลขการประเมิน แต่นักวิชาการด้านการเมือง และการเลือกตั้ง เชื่้อว่าซื้อเสียง 7,500 เป็นตัวเลขจริง โดยเป็นผลจากการแข่งขันอย่างดุเดือดของการเลือกตั้งรอบนี้






ตัวเลขเงินซื้อเสียง ถูกเปิดเผยโดยคณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่น ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็นประชาชน 3,043 ราย และภาคธุรกิจ 1,771 ราย พบว่า การซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แข่งกันดุมาก จ่ายหัวละ 7,500 บาท ส่วนภาคอื่นๆ 3,000 - 5,000 บาท  และส่วนใหญ่รับเงินแต่ไม่เลือก

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้เขียนหนังสือ “จัดแบ่งแข่งอำนาจ สัณฐานพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง” เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่อัตราการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง จะสูงถึง 3,000-7,500 บาท 

โดยเฉพาะในกลุ่มเครือข่ายผู้สมัครที่มีการย้ายพรรคหนึ่งไปยังอีกพรรคหนึ่ง ที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านเงินตรา เพราะการย้ายพรรคในพื้นที่เดิมนั้นต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของตัวเองและแลกกับความสงสัยของโหวตเตอร์ที่อิงพรรคอิงจุดยืน ฉะนั้นแล้วถือว่าต้นทุนเสียตั้งแต่เริ่ม


รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ในมุมของผู้สมัครถือว่าการจ่ายเงินไปแล้วเป็นการสร้างบุญคุณไปแล้ว ซึ่งจะได้รับคะแนนเสียงหรือไม่ก็คงไม่ทราบได้ แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือในวัฒนธรรมแบบไทยๆ ก็ค่อนข้างโอบรับอะไรแบบนี้อยู่ 

ส่วนเพดานอัตราการซื้อเสียงที่อาจจะสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะมี สส. อดีต สส. บ้านใหญ่ บ้านใหม่ ย้ายพรรคกันมาก ประกอบกับมีเงินนอกระบบไหลเข้ามามาก ทำให้เกิดความกล้าได้กล้าเสียที่จะจ่ายเพิ่มจนดันเพดานราคาให้สูงขึ้นตาม

“ในเขตที่ผลคะแนนครั้งที่แล้วแตกต่างกันไม่เยอะ หรือมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต้องซื้อเพื่อปิดเกม ราคาเลยสูง อีกประเด็นคือโครงสร้างหัวคะแนน หากไม่เข้มแข็งพอก็จะทำให้มีการดันราคาขึ้นไปอีก ประกอบกับเศรษฐกิจรายพื้นที่ จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อทางการเมือง คือเงินที่จ่ายเทียบกับรายได้ในชีวิตประจำวันแล้วไม่สอดรับซึ่งกันและกัน” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว


นักวิชาการ กล่าวต่อไปว่า มีความเป็นไปได้อีกว่าสุดท้ายอัตราราคาจะไม่ได้จบเพียงแค่ตามที่ผลโพลนำเสนอคือ 7,500 บาท โดยเฉพาะการแข่งขันในสภาพที่ระบบระเบียบไม่ได้รับการป้องกัน เมื่อมีพรรคที่ใช้เงินน้อยหรือไม่ใช้เงินได้รับกระแสเยอะอยู่ พรรคที่มีอำนาจเงินก็ต้องทุ่มมากขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าอำนาจเงินไหลไปหาอำนาจรัฐได้ ยิ่งวันเลือกตั้งใกล้เข้ามาการแข่งขันก็จะยิ่งสูงขึ้นตามผลโพลที่เปิดเผยออกมาในแต่ละระยะ ซึ่งมีอีกกรณีคือผู้สมัครบางรายอาจพบว่าสู้ไปแล้วผลโพลกลับยังแพ้ก็อาจไม่จ่ายเพิ่มแล้ว เก็บเงินไว้แล้วหยุดหาเสียงไปดื้อๆ


“การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เงินสู้กับกระแสอย่างจริงจัง สังคมเราดื้อยาขึ้นเยอะ ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรณรงค์การปลอดการซื้อเสียง ไม่ทำให้การซื้อเสียงมันเป็นของแปลกหน้าที่ไม่ควรยอมรับ แต่กลับยอมรับการมีอยู่และยังประกันความสำเร็จให้กับคนที่ซื้อเสียงอีกด้วย การซื้อเสียงเลยกลายเป็นยาสามัญติดบ้านช่วงเลือกตั้ง ที่คนซื้อได้ใจ คนรับได้ตังค์ คนชนะได้ตำแหน่งไป” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากผลโพลพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าจะไม่ขอเลือกผู้ที่จ่ายเงิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็สะท้อนว่าการรณรงค์ของพรรคการเมืองที่ใช้กระแส ขายความคิด ขายนโยบาย มีผลทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากินเหยื่อแต่ไม่กินเบ็ด คือรับเงินแต่ไม่เลือก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพียงการต่อรองหรือเพื่อปั่นหั่งเช้งหรือปั่นกระแสหรือไม่ ถ้าใช่จะยิ่งเป็นเรื่องอันตรายเพราะจะไม่ต่างไปจากการประมูล คือเมื่อประมูลจบ คนที่ชนะก็ไปประมูลต่อกับโครงการของรัฐฯ กับเงินของแผ่นดิน แล้วก็วนเป็นวงจรอุบาทว์อยู่แบบนี้ สาเหตุที่ประเทศไทยติดหล่มทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็มาจากมาการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ซื่อตรง ตรงนี้คือปัญหา


“หากการซื้อเสียงสำเร็จย่อมสะท้อนว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประเทศหรือเพื่อตัวของผู้สมัครและประชาชนเองในระยะยาว แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์นิยมเบื้องหน้า ซึ่งเรื่องนี้จะโทษผู้รับเงินอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องพูดกันถึงระบบที่อ่อนแอจนพาสถานการณ์มาถึงจุดนี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว


สำหรับแนวโน้มการซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการเมืองเริ่มผลักจากกระแสเป็นกระสุน จากการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และนโยบายกลายมาเป็นการประมูลเสียง ที่สำคัญคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจยังทำงานในลักษณะเชิงรับมากกว่ารุก ทำเชิงตรวจสอบมากกว่าการป้องกัน หากบุคลากรไม่เพียงพอก็ควรเพิ่มการบูรณาการทางข้อมูลและกำลังคนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ฯลฯ เพราะอำนาจหลังจากมีการยุบสภาย่อมไหลกลับไปยัง กกต. เพื่อให้บริหารจัดการเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริต ยุติธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ทว่าส่วนตัวยังไม่เห็นการใช้อำนาจนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งพิจารณาได้จากผลงานของ กกต.ชุดแรก กับชุดหลัง


“คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจะไม่มีการซื้อเสียง แต่ผมยังมีความหวังและคิดว่ายังมีหนทางคือ คนไทยต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องทำให้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้ม คือต้องทำให้ผู้ซื้อเสียงมีความเสี่ยงขึ้นและทำยากขึ้นจนคนจ่ายเริ่มลังเล เราต้องช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปรับตัวและจัดระเบียบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น จึงอยากให้ทุกคนไปช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยกันในวันที่ 8 กุมภานี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว




ข่าวที่เกี่ยวข้อง