รีเซต

BEM เข้าทางนโยบายรัฐ 40 บ. ดันทราฟฟิก 30%

BEM เข้าทางนโยบายรัฐ 40 บ. ดันทราฟฟิก 30%
ทันหุ้น
8 พฤษภาคม 2569 ( 03:00 )
10

               จากกรณีที่นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมพับแผนซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า แต่ยังคงผลักดันนโยบาย "ตั๋วร่วม 40 บาทตลอดวัน" พร้อมเร่งรัด คณะกรรมการ รฟม. จ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้

               นายสรพล  วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า การที่ภาครัฐยกเลิกการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า และเดินหน้าเรื่องตั๋วร่วมนั้น เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยคลายความกังวล ให้กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM อย่างชัดเจน  สาเหตุหลักที่ภาครัฐไม่เลือกใช้วิธีซื้อคืนสัมปทาน เนื่องจากต้องใช้เม็ดเงินสูงถึงระดับหลายแสนล้านบาท ขณะที่งบประมาณจากเงินกู้ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท มีการจัดสรรชัดเจนแล้วว่าใช้เพื่อประคองการบริโภค 200,000 ล้านบาท และใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาท ดังนั้น แนวทางที่ชัดเจนและทำได้จริงที่สุดจึงเป็นการใช้ "ระบบตั๋วร่วม" แทน

               โดยปกติค่าโดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30-35 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับประมาณ 70 บาทต่อวัน หากภาครัฐผลักดันนโยบายตั๋วร่วมเหลือ 40 บาทต่อวัน จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ จำนวนผู้โดยสาร มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 20-30% ดังนั้นในเชิงพื้นฐานมองว่าเป็น "บวกอ่อนๆ"  

               นอกจากประเด็นตั๋วร่วมแล้ว ยังมีปัจจัยบวกจากการประมูลสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ส่วนต่อขยาย) ซึ่งมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเชื่อว่า BEM ในฐานะผู้เดินรถรายเดิมมีโอกาสสูงที่จะได้ทำโครงการนี้ต่อจากการคำนวณเบื้องต้น คาดว่าจะช่วยเพิ่ม Upside ให้กับราคาหุ้นได้อีกประมาณ 0.30 - 0.50 บาทต่อหุ้น

               นายสรพล ระบุว่านับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ราคาหุ้น BEM ปรับตัวลดลงมาแล้วประมาณ 15% ทั้งๆ ที่ผลประกอบการของบริษัทยังได้รับผลกระทบจำกัดมาก จึงมองเป็นโอกาส "ซื้อสะสม" เนื่องจาก BEM มีลักษณะเป็นหุ้น Defensive Play ที่มีความปลอดภัยสูง เป้า 10.86 บาท

               "BEM เป็นหุ้นที่ราคาลงมาลึกจนน่าสนใจ นโยบายรัฐไม่ได้ส่งผลเสียแต่กลับช่วยเพิ่ม Ridership ในระยะยาว ขณะที่กำไรยังแข็งแกร่ง เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการถือหุ้นเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในลักษณะ Cash Cow และหุ้นปันผลคุณภาพดี" นายสรพล กล่าวทิ้งท้าย

               ด้าน นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การที่รัฐไม่ใช้โครงการซื้อคืนเนื่องจากต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลซึ่งจะกระทบต่อหนี้สาธารณะ แต่การเปลี่ยนมาใช้ระบบเงินอุดหนุน เพื่อทำตั๋วร่วม 40 บาท (ไป-กลับ) จะส่งผลดีโดยตรงต่อ BEM มาก เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ถือเป็นหัวใจสำคัญของ BEM เนื่องจากเป็นโครงข่ายที่มีลักษณะเป็น "สายวงกลม" ซึ่งในเชิงกลยุทธ์แล้ว เอกชนย่อมต้องการถือสัมปทานนี้ไว้เพราะเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพสูงมาก ปัจจุบันสายสีน้ำเงินมีความแข็งแกร่งอย่างมากเพราะเป็นโครงการที่ "ทำกำไรอยู่แล้ว" และมีอายุสัมปทานยาวนานไปจนถึงปี 2592 นอกจากนี้ การใช้ระบบเงินอุดหนุน เพื่อทำตั๋วร่วม 40 บาท จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ จำนวนผู้โดยสารเพิ่มซึ่งภาพรวมจำนวนผู้โดยสารในปัจจุบันก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว และคาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกำไรของบริษัทในระยะยาว

               “BEM มีความได้เปรียบเนื่องจากสายสีน้ำเงินมีกำไรอยู่แล้ว การอุดหนุนจากรัฐ จะช่วยหนุนการเติบโตของผู้โดยสาร แต่บางสายที่ยอดผู้โดยสารไม่ถึงจุดคุ้มทุน แม้จะมีเงินอุดหนุนก็อาจยังเผชิญผลขาดทุนได้”

               นอกจากนี้ BEM ยังได้รับผลบวกจากโอกาสบริหารการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่ง BEM เป็นผู้เดินรถสายสีม่วงเหนืออยู่แล้วครึ่งหนึ่ง หากได้งานส่วนต่อขยายสายสีม่วงใต้เพิ่ม จะทำให้กลายเป็นผู้ให้บริการ เดินรถตลอดทั้งสาย ส่งผลให้รายได้จากค่าจ้างเดินรถเพิ่มขึ้นตามระยะทางและจำนวนสถานีที่รับผิดชอบ และสายสีม่วงใต้มีความแตกต่างจากสายสีม่วงเหนือ เนื่องจากมีส่วนที่เป็นสถานีใต้ดิน ดังนั้นรัฐบาลอาจต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถที่สูงกว่าฝั่งเหนือ เนื่องจากสถานีใต้ดินจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาที่มากกว่าสถานีแบบยกระดับ

               ขณะที่ธุรกิจทางด่วนยังคงทรงตัวถึงเติบโตเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจ โดยมีโครงการ Double Deck เป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาคอขวดบนทางด่วน และอาจหนุนให้ปริมาณจราจรกลับไปสู่ระดับก่อนโควิด (Pre-COVID) ได้อีกครั้ง

               ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนมองว่าราคาหุ้น BEM ในปัจจุบันมี Downside ที่จำกัด โดยเฉพาะบริเวณ 5 บาท ถือเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการ "ซื้อสะสม" เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงสูง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล อยู่ที่ประมาณ 3%  โดยมีราคาเป้าหมายที่ 10.50 บาท เหมาะสำหรับการถือข้ามเฟสการลงทุนเพื่อรับการเติบโตในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง