รีเซต

เปิด 5 โจทย์เร่งด่วน รัฐบาลชุดใหม่

เปิด 5 โจทย์เร่งด่วน รัฐบาลชุดใหม่
TNN ช่อง16
27 มกราคม 2569 ( 11:27 )
3

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ได้จัดงานเสวนาสำหรับสื่อมวลชนในหัวข้อ  "ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ" เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569  ซึ่งเป็นช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2569 เพื่อเป็นการอัพเดทสถานการณ์อีกครั้ง หลังจากช่วงก่อนเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่เคยออกบทความ “16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย: สิ่งที่เป็น ปัญหาที่เห็น และประเด็นชวนคิด”  เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและเสนอแนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

ทั้งนี้ ในงานเสวนาได้นำเสนอ 5 ความคิดจากทั้งหมด 16 ความคิด ได้แก่ ด้านการศึกษา, การเกษตร, เศรษฐกิจสีเขียว, ภาษี, และกฎหมาย  โดยมีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาอัพเดทและเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งทำ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย

เริ่มจากด้าน "การศึกษา"  ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (Research Institute for Policy Evaluation and Design: RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การศึกษาเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข จึงไม่น่าแปลกใจที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านคุณภาพการศึกษาซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชนบท และเป็นประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสนใจมากที่สุด 

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือการอภิปรายเกี่ยวกับแรงจูงใจ (incentive) ของภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบการศึกษา แม้ว่าจะมีการอภิปรายเรื่องการกระจายอำนาจด้านการศึกษาอยู่บ้าง แต่บทบาทของผู้ปกครองยังไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ที่สำคัญยัง ไม่มีความคืบหน้าในการเพิ่มการแข่งขันในระบบการศึกษา หรือการนำคูปองการศึกษา (school voucher) มาทดลองใช้

“การมีระบบคูปองการศึกษา อาจจะดูเป็นวิธีที่สุดโต่ง แต่วิธีการนี้จะช่วยกระจายทรัพยากรด้านการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยหลักการของคูปองการศึกษาคือ ระบบที่รัฐจัดสรรงบประมาณรายหัว และให้จำนวนเงินผูกติดกับเด็กนักเรียนโดยตรง ไม่ใช่การโอนงบไปรอที่โรงเรียน ส่งผลให้เด็กไปเรียนที่ไหน เงินก็จะวิ่งตามไปที่โรงเรียนนั้น รวมถึงเป็นการคืนอำนาจให้ผู้ปกครอง ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มทางเลือกในการส่งลูกเข้าโรงเรียนได้มากขึ้น”

ดังนั้น ทางออกในการแก้ปัญหาด้านการศึกษาควรเร่งดำเนินการใน 3 ข้อ 

1. รัฐบาลควรออกแบบระบบการศึกษาให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษามีแรงจูงใจ ในการยกระดับทักษะหรือสมรรถนะของผู้เรียนอย่างจริงจัง โดยระบบแรงจูงใจที่ดี หมายถึง ระบบที่ครูที่มุ่งมั่นตั้งใจและสามารถพัฒนาผู้เรียนได้จริง ต้องได้รับการตอบแทนมากกว่าผู้ที่ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน โดยอาจดำเนินการในรูปของการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ถึงผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุด และควรดำเนินการควบคู่กับการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์หรืออำนาจที่ได้รับมาให้สามารถช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ หรืออาจพิจารณาถึงการใช้คูปองการศึกษา (school voucher) เพื่อเพิ่มการแข่งขันในระบบการศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม

2. รัฐบาลควรมองว่า การศึกษา เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ (human capital) ที่เป็น “ระบบเปิด” ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยรวมถึงการพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์มารดา และการพัฒนาทักษะการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองด้วย ในทำนองเดียวกัน การผลิตและพัฒนาครูหรือนักพัฒนาเด็กก็ควรเป็น “ระบบเปิด” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์ทางสมอง เข้ามาร่วมให้ความรู้ด้วย เนื่องจากบทบาทหน้าที่สำคัญของการศึกษา คือ การส่งเสริมให้ผู้เรียน "คิดเป็น" ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับจิตใจและสมองของผู้เรียน ดังนั้น การปิดกั้นให้ผู้สอนในสถาบันผลิตครูต้องเรียนจบเฉพาะด้านการศึกษาหรือครูเท่านั้น จึงเป็นแนวคิดที่ไม่ตอบโจทย์ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง 

3. ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนหลักฐานจากข้อมูลและงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ (evidence-based policies) ภาครัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลที่เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ (human capital) จากทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข การศึกษา และการปกครองส่วนท้องถิ่น 

ที่สำคัญ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อศึกษาวิจัยได้โดยสะดวก นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีกรอบแนวคิดเชิงทดลอง กล่าวคือ พร้อมที่จะยอมรับว่า บางนโยบายที่ต้องการดำเนินการอาจไม่ประสบความสำเร็จ และควรสนับสนุนให้มีการการทดลองสุ่มแบบมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trials: RCT) ก่อนขยายผลไปใช้ในระดับประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการนำนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพมาใช้ซ้ำในอนาคต และเพื่อให้ได้บทเรียนที่ชัดเจนเพียงพอในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีคุณภาพ

สำหรับ "ภาคเกษตร"   ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า  ภาคเกษตรไทยมีศักยภาพสูงในการต่อยอดโอกาสจากตลาดโลก แต่โอกาสเหล่านี้ก็มาพร้อมการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเช่นกัน ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรหลายกลุ่มสามารถปรับตัวและตอบรับโอกาสเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอุตสาหกรรมแปรรูปเข้มแข็งและมาตรฐานชัดเจน แต่การพัฒนายังจำกัดอยู่ในกลุ่มรายใหญ่ ขณะที่สินค้าเกษตรต้นน้ำกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากผลิตภาพที่ต่ำ ต้นทุนที่สูง และคุณภาพที่ไม่แตกต่างจากคู่แข่ง ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้ต่ำ แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น และกว่าครึ่งเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพในการชำระคืน จนกลายเป็นข้อจำกัดต่อการปรับตัว

แม้นโยบายเกษตรที่ผ่านมาได้พยายามยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมการผลิตสินค้าคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดโลก แต่ยังไม่สามารถขยายผลเป็นรูปธรรมในวงกว้างได้ เนื่องจากยังติดหล่มสำคัญ 3 ด้าน คือ ขาดการเชื่อมโยงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรายย่อยที่ขาดการประหยัดต่อขนาด และติดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพรัฐและประชานิยม

 

ดังนั้นทางออกของภาคเกษตรควรดำเนินการใน 3 ข้อ 

1. ต้องเร่งเชื่อมผู้เล่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน และออกแบบนโยบายเกษตร-อาหาร-อุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ รัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการขึ้นทะเบียนและพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมผู้เล่น ตั้งแต่ตลาดผู้รับซื้อ อุตสาหกรรมปลายน้ำ ผู้ประกอบการกลางน้ำ และเกษตรกร เพื่อนำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์ประเทศ และร่วมกันขับเคลื่อน model การพัฒนาแบบตลาดนำและตลอดห่วงโซ่ แพลตฟอร์มนี้ยังจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการกลุ่มต่าง ๆ สามารถเห็นช่องทางใหม่ ๆ และเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นำไปสู่การขยายผลที่มีทิศทางชัดเจน และเอื้อต่อการพัฒนาการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันในตลาดโลก

2. ต้องเร่งสร้างองคาพยพเพื่อให้ "รายย่อย" แข่งได้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาในวงกว้างขึ้น โดยการส่งเสริมและยกระดับตัวกลางในการรวมแปลง รวบรวม แปรรูป และเชื่อมโยงผลผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ผู้ให้บริการด้านการเกษตร หรือผู้ประกอบการกลางน้ำอื่น ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น 

3. ต้องปรับบทบาทรัฐ สู่ผู้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตลอดห่วงโซ่ โดยรัฐควรมุ่งลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น แหล่งน้ำ ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนา การถ่ายทอดนวัตกรรม และระบบบริหารจัดการความเสี่ยง นอกจากนี้ ควรปรับเปลี่ยนจากการอุดหนุนให้เปล่า เป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและตรงกลุ่ม เพื่อสนับสนุนกลุ่มที่มีศักยภาพให้เติบโตพึ่งตนเองได้ และช่วยให้กลุ่มอื่น ๆ เปลี่ยนผ่านได้อย่างเหมาะสม และต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำนโยบายให้มีประสิทธิภาพขึ้น ให้สามารถมุ่งเป้าและสร้างเงื่อนไขในการช่วยเหลือได้ 

ขณะที่ด้าน "เศรษฐกิจสีเขียว" หรือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์  หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้ไทยมีความก้าวหน้าด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปีจากเดิมปี 2608 เป็นปี 2593 อี กทั้งมีการเริ่มโครงการนำร่องสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนกับผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง และมีการจัดทำ National Adaptation Plan ซึ่งให้แนวทางการปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพใหญ่ แต่มาตรการรับมือในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ โดย Direct PPA ยังคงอยู่ในวงจำกัด ส่วน National Adaptation Plan ก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่และสาขาที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ประเทศไทยเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ให้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้นในหลายด้าน อาทิ กฎระเบียบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น เช่น CBAM, EUDR ฯลฯ ซึ่งกระทบต่อสินค้าที่ส่งออกจากไทย  โดยมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไป EU ของผู้ส่งออกไทยลดลงร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับผู้ส่งออกสินค้าอื่น ๆ ไป EU หลังจากที่มีการประกาศว่าจะใช้มาตรการ CBAM และลดลงร้อยละ 24 หลังจากที่มาตรการ CBAM เริ่มบังคับใช้ในปี 2566 ซึ่งสะท้อนว่าหากผู้ส่งออกไทยปรับตัวช้า อาจเสียความสามารถในการแข่งขัน

ขณะเดียวกันก็แรงกดดันจากบริษัทข้ามชาติและนักลงทุนจากต่างประเทศ บริษัทที่ลงทุนตรงจากต่างประเทศที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียวร้อยละ 100 โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มที่ต้องการไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 100 ในการดำเนินธุรกิจ (RE100)  รวมถึงความต้องการตลาดและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคโดยเฉพาะในต่างประเทศมีความต้องการสินค้าคาร์บอนต่ำมากขึ้น

ดังนั้นทางออกของเศรษฐกิจสีเขียวมี 3 ข้อเสนอ

1. เร่งผลักดัน พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลักดันให้เกิดระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ในประเทศไทยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคส่วนต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเพื่อลดภาระค่าธรรมเนียม CBAM ที่ต้องจ่ายให้กับประเทศที่นำเข้าสินค้าจากไทย

2. เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดในไทยและปลดล็อคกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียวร้อยละ 100 สามารถซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยตรง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

3. เร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการเกิดการรับรู้-วัดค่า-ปรับตัว โดยสื่อสารเชิงรุกกับผู้ประกอบการถึงผลกระทบจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น มาตรการ CBAM, EUDR เป็นต้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการประเมินความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ และปรับตัวโดยการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจบ ควบคู่กับการหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม


สำหรับด้าน "ภาษี" หรือ "การคลัง"   ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง เรามักได้ยินข้อเสนอนโยบายที่เน้นเอาใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การเติมเงิน หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ นโยบายเหล่านี้มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ประชานิยม" และอาจช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้บ้าง แต่ฐานะการคลังของประเทศวันนี้อาจรองรับนโยบายเหล่านี้ได้ไม่มากแล้วเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา  

เนื่องจากกรอบการคลังระยะกลางของประเทศ (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ตั้งสมมติฐานว่าในปีงบประมาณ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวร้อยละ 1.7  และเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 0.5  แต่หลายสำนักรวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินแนวโน้มการเติบโตและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่านั้นพอสมควร

ผลที่ตามมาคือ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสแตะเพดานร้อยละ 70 ได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าที่ MTFF คาดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2571 การขยับเพดานหนี้อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือความเสี่ยงสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบและมีกลยุทธ์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยปราศจากแผนรองรับด้านความน่าเชื่อถือทางการคลัง

ขณะเดียวกัน ด้านรายจ่าย MTFF มีข้อสมมติว่ารายจ่ายของภาครัฐจะเติบโตไม่เกินร้อยละ 1%ต่อปี ซึ่งสวนทางกับความเป็นจริงหลังโควิดที่รายจ่ายเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 3–4 ต่อปี นอกจากนี้ แรงกดดันด้านรายจ่ายของภาครัฐจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (super-aged society) ในปี 2572 ภาระงบประมาณทั้งในส่วนของสาธารณสุข บำนาญ และสวัสดิการต่าง ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราวร้อยละ 3–4 ของรายจ่ายประจำ หากไม่เริ่มวางแผนเชิงโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ การลดการขาดดุลจะยิ่งทำได้ยากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์การคลังที่เปราะบางเป็นอย่างมาก รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. ปรับโครงสร้างการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพของการลงทุนภาครัฐ ให้เป็นการลงทุนที่ยกระดับผลิตภาพในระยะยาว

2.วางแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ซึ่งครอบคลุมทั้งการดึงผู้มีศักยภาพจากนอกระบบ การกระจายภาระภาษีอย่างเป็นธรรม และการทำให้ระบบภาษีง่ายขึ้นโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

3. ยกระดับกติกาและกลไกถ่วงดุลทางการคลัง ผ่านการจัดตั้งสถาบันการคลังอิสระ เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและทำให้วินัยการคลังบังคับใช้ได้จริงมากขึ้น

และด้าน "กฎหมาย"  ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย  นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ ประจำกองกฎหมายการเงินการคลังและกองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  ระบุว่ามุมมองเรื่องกฎหมายที่เน้นการพัฒนาระบบกฎหมาย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศนั้น เป็นศาสตร์ใหม่ที่รวมหลายศาสตร์ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์  และสังคม ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่แล้วพบว่า ระบบกฎหมายของไทยมี “ตะกรัน” ที่ค้างทอ  ทำให้เป็นอุปสรรคสร้างต้นทุนมากเกินไป โดยเฉพาะต้นทุนเวลาของประชาชน และผู้ประกอบการในการติดต่อกับภาครัฐ  

ดังนั้นต้องทำให้ท่อหายตัน หรือทะลายตะกรันในระบบกฎหมายไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดต้นทุนประชาชน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้หลายพรรคก็พูดการกิโยตินกฎหมาย แต่คนมักเข้าใจว่ากิโยตินกฎหมายเป็นการยกเลิกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ หรือ พ.ร.บ.  และคนทั่วไปมักเข้าใจว่ากฎหมายระดับพ.ร.บ. เป็นปัญหา แต่ความจริงแล้วพ.ร.บ.เป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่กฎระเบียบที่หน่วยงานราชการออกเอง เช่น การขอใบอนุญาต การเรียกเก็บเอกสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาระที่ประชาชนต้องเจอ  

รัฐบาลจึงควรมุ่งเป้าไปที่การแก้กฎระเบียบ วิธีการ หรือขั้นตอนที่หน่วยงานรัฐกำหนดขึ้นมาเอง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ทันทีโดยฝ่ายบริหาร (ครม.) ไม่ต้องรอกระบวนการรัฐสภาที่ใช้เวลานาน และต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ว่าจะแก้กฎระเบียบ หรือทะลายท่อตันตรงจุดไหนก่อน เนื่องจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเมื่อสามปีที่แล้ว ซึ่งหากทำได้ ระบบกฎหมายไทยจะมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว มีกลไกในการชำระล้างกฎหมาย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในยุคแห่งพลวัตการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างโลก

ดังนั้นมี 3 ข้อเสนอสำหรับทางออกด้านกฎหมายที่รัฐบาลควรดำเนินการ  

1. กำหนดให้บทวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายและสรุปผลการรับฟังความเห็นเป็นเอกสารที่คณะรัฐมนตรีต้อง “อ่าน” ก่อนพิจารณาอนุมัติหลักการในการประชุมคณะรัฐมนตรี และให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์และข้อมูลอ้างอิงอื่นที่แสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายที่เสนอน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย

2. ผลักดันให้หน่วยงานพิจารณาลด ตัด และเลิกกระบวนการ เอกสาร และแนวปฏิบัติที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อให้การออกใบอนุญาต การรับจดทะเบียน หรือการให้บริการอื่นของรัฐเป็นไปอย่างรวดเร็ว สนับสนุนการประกอบอาชีพ และการดำรงชีพของประชาชน

3. นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการดำเนินรัฐกิจ โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการกำหนดแผนการพัฒนาที่ต่อเนื่อง มากกว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์ที่ฉาบฉวย แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง