รีเซต

เจาะโครงสร้างเศรษฐกิจ ฉุดจีดีพีไทยติดกับดักโตต่ำ

เจาะโครงสร้างเศรษฐกิจ ฉุดจีดีพีไทยติดกับดักโตต่ำ
TNN ช่อง16
19 มกราคม 2569 ( 12:52 )
1

ปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำสร้างความกังวลให้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน  เนื่องจากนับตั้งแต่วิกฤตโควิด เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและเติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน และอัตราการเติบโตชะลอลงเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.4  ต่ำกว่าช่วงหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.6 และร้อยละ 5.3 หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจไทยเปราะบางลงทุกครั้งหลังเผชิญวิกฤต  และมองไปข้างเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวชะลอลงและเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าในปี 2568-2573 ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.7

จากการรวบรวมตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจ หรือจีดีพีขององค์กรและศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลักๆ ทั้งในและต่างประเทศ พบว่าส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันคือ เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 2  และต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย 

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าร้อยละ 2  นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

ขณะที่ในมุมมองของผู้ว่าการธปท. “นายวิทัย รัตนากร” คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 จะโตต่ำกว่าศักยภาพ   เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง  3 ด้าน คือ “ผลิตภาพต่ำ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ 

“ภูมิคุ้มกันต่ำ” เพราะครัวเรือนและธุรกิจเปราะบาง มีหนี้สูง ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคและการลงทุนของเอกชนให้เติบโตต่ำลง และ “เหลื่อมล้ำสูง” ขาดโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม นอกจากนี้พบว่าจำนวนธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 2 ของธุรกิจท้ังหมด แต่มีรายได้มากถึงร้อย 83 ของรายได้ธุรกิจรวม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว ทำให้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงต่อเนื่อง


หากเจาะลึกปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจด้าน “ผลิตภาพต่ำ”  ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ พบว่า “ภาคการส่งออก” และ “การท่องเที่ยว”  ที่เคยเป็น “engine of growth” หรือแรงขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนกำลังลง  

โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวค่อนข้างสูง และสูงกว่าประเทศอื่นๆ  ซึ่งข้อมูลจากธปท.พบว่า เศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและมูลค่าการส่งออกต่อจีดีพี เทียบประเทศอื่นสูงถึงร้อยละ 65  แต่ปัจจุบันการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันถดถอยลงต่อเนื่อง 

สะท้อนได้จากในปี 2568 แม้ว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวที่ระดับร้อยละ 12  แต่ ธปท.ระบุว่า การส่งออกไม่ได้เป็น Engine of Growth เหมือนในอดีตแล้ว เพราะการส่งออกที่ขยายตัวนั้น เป็นการขยายตัวของการส่งออกหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 50 สะท้อนถึงการกระจุกตัวของการส่งออกอยู่ในบางหมวด และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ พบว่าไทยได้ผลดีจากการเติบโตของสินค้าเทคโนโลยีน้อยมาก และเป็นสินค้าส่งออกที่มี import content สูง ดังนั้นจึงเป็นผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมในประเทศแทบไม่เติบโตเลย 

นอกจากนี้ การแข่งขันกับสินค้านำเข้าก็รุนแรงขึ้น สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 31 ในปี 2568  เพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวจากปี 2555 อยู่ที่ร้อยละ 15  ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า  ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไม การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ค่อนข้างดี แต่ภาคการผลิตของไทยไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก

และเมื่อดูทิศทางการส่งออกสินค้าไทยก็มีแนวโน้มชะลอลงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่แรงส่งจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์น่าจะทยอยลดลง ตามวัฎจักรสินค้าอิเลคทรอนิกส์   รวมถึงมีปัญหาขีดความสามารถแข่งขันลดลง  

ทั้งนี้ ในปี 2569 ธปท. คาดว่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 0.6  จากปีก่อนหน้า  ส่วนภาคเอกชนโดยกกร. คาดว่าการส่งออกสินค้าปีนี้จะติดลบร้อยละ 1.5 ถึงติดลบร้อยละ 0.5  เป็นต้น 

ขณะเดียวกัน ในด้านการท่องเที่ยว จากข้อมูลธปท. พบว่าในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทั้งในปี 2567 และปี 2568 รวมทั้งมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าในช่วงโควิดแล้ว แต่นักท่องเที่ยวที่มาไทยกลับลดลงต่อเนื่อง โดยทั้งปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน ลดลงร้อยละ 7 จากปี 2567 ที่มีนักท่องเที่ยว 36 ล้านคน และยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ด้อยลง

เมื่อมองไปข้างหน้า การท่องเที่ยวมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว  โดยธปท.ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยในปี 2569 มีจำนวน 35 ล้านคน และปี 2570 มีจำนวน 36 ล้านคน ซึ่งยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนโควิดที่ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาถึง 40 ล้านคน

นอกจากนี้ แม้ว่าในช่วงหลังโควิด ภาคบริการได้กลายมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแทนภาคการผลิต และแรงงานได้ย้ายจากภาคการผลิตไปสู่ภาคบริการ แต่แรงงานยังกระจุกตัวอยู่ในภาคบริการแบบดั่งเดิม ซึ่งมีผลิตภาพการผลิตต่ำ โดยมีค่าจ้างอยู่ที่ 114 บาท/ชั่วโมง เทียบกับภาคบริการสมัยใหม่ที่ค่าจ้าง 703 บาท/ชั่วโมง อีกทั้งภาคบริการแบบดั่งเดิมมีอัตราการเติบโตต่ำเพียงร้อยละ 3.6 เท่านั้น 


ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านภูมิคุ้มกันต่ำ พบว่า  “การบริโภคภาคเอกชน” มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากรายได้แรงงานขยายตัวต่ำตามรายได้การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า โดยธปท.คาดว่ารายได้แรงงานรวมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ในปี 2569 

นอกจากนี้  “หนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ระดับสูง”  โดยเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP กับประเทศต่างๆ  ณ ไตรมาส 2 ปี 2568  พบว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 86.6 สูงกว่าประเทศมาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ยกเว้นเกาหลีใต้ที่สูงกว่าไทย

และข้อมูลจากธปท.พบว่า หนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้เพื่อการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคโดยไม่ได้เป็นการลงทุนทางสินทรัพย์ เช่น หนี้ส่วนบุคคล หนี้รถยนต์ หนี้บัตรเครดิต เงินกู้หมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพ และหนี้อื่น ๆ โดยประเทศในภูมิภาคมีหนี้กลุ่มนี้ในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับไทยที่มีสัดส่วนหนี้เพื่อการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคสูงถึงร้อยละ 65 ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด  ขณะที่เกาหลีใต้ มีสัดส่วนร้อยละ 19  สิงคโปร์ ร้อยละ 28 ญี่ปุ่น ร้อยละ 38 และ มาเลเซีย ร้อยละ 42

ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงและส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ทำให้ครัวเรือนเปราะบาง หรือมีความสามารถในการรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด (shocks) ต่ำ  และเป็นข้อจำกัดการบริโภคภาคเอกชนไม่สามารถเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้เต็มที่ 

การเข้าสู่ยุค GDP โตต่ำ ส่วนหนึ่งยังเป็นผลของ “การลงทุน” ที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญแผ่วลง  โดยการลงทุนของไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง การลงทุนไทยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ แทบไม่เพิ่มขึ้น  และเติบโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขัน โดยการลงทุนรวมของประเทศเพื่อนบ้านเติบโตกว่าไทย 2-3 เท่า ยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของไทย

สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ Krungthai COMPASS ระบุว่า การลงทุนของไทยชะลอตัวลงอย่างมากถึง 5 เท่า เทียบกับช่วงกว่า 20 ปีก่อน โดยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (ช่วงปี 2537- 2539) การลงทุนของไทยขยายตัวโดยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7.8  แต่ในระยะกว่า 20 ปีให้หลังการลงทุนของไทยกลับเผชิญภาวะชะงักงัน ทั้งผลพวงของรอยแผลเป็นทางเศรษฐกิจภายหลังวิกฤต หลายระลอก ประกอบกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ฉุดรั้งการตัดสินใจลงทุนใหม่ แรงขับเคลื่อนของปัจจัยทุนต่อการผลิตที่อ่อนแอลง กลายเป็นวัฏจักร แห่งความตกต่ำของอุปสงค์รวมและการเติบโต  

โดยการขยายตัวของการลงทุนเฉลี่ยหลังวิกฤตโควิด (ปี 2564-2567) เหลือเพียงร้อยละ 1.7  ขณะที่จีดีพีโตต่ำเพียงร้อยละ 2.4 ทั้งนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยลงไป 3 เท่า จากบทบาทของการลงทุนที่โตช้าลงไป 5 เท่า เทียบกับช่วงกว่า 2 ทศวรรษก่อน

นอกจากนี้ “การใช้จ่ายภาครัฐ” มีแนวโน้มสนับสนุนเศรษฐกิจได้น้อยลงเพราะต้องรัดเข็มขัดตามแนวทางการลดการขาดดุลการคลัง (Fiscal consolidation) เพื่อให้หนี้สาธารณะอยู่ในระดับยั่งยืน ดังนั้นการใช้จ่ายภาครัฐในระยะยาวจะมีแนวโน้มลดลง เพราะหากไม่ระมัดระวังในการใช้จ่ายจะยิ่งทำให้หนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูงอยู่แล้วเพิ่มขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงกระทบความน่าเชื่อถือ credit rating ประเทศ  

ทั้งนี้แผนการคลังระยะปานกลาง (ปี 2570-2573) ประมาณการหนี้สาธารณะต่อ GDP ไทยจะเพิ่มขึ้นอยู่ในที่ร้อยละ 69.4   ร้อยละ 69.6  ร้อยละ 69.5  และร้อยละ 68.2  ในปี 2570 2571 2572 และ 2573 ตามลำดับ  ซึ่งเกือบแตะกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ร้อยละ 70  สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังมีจำกัด และมีความสามารถในการรับ shocks ต่ำลงด้วย 

ดังนั้น หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจทำให้ไทยมีความเสี่ยงติดกับดักเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งการจะออกจากวงจรนี้ต้องผ่าตัดใหญ่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พลิกฟื้นกลับมาแข็งแรง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันช่วยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง