"SCG" ร่วมเวที World Economic Forum 2026 เดินหน้าผลักดัน "เศรษฐกิจสีเขียว-ยั่งยืน" ปรับตัวยืดหยุ่นภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์โลก

"SCG" ร่วมเวที World Economic Forum 2026 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว-ยั่งยืน ปรับตัวยืดหยุ่นภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์โลก
เอสซีจี (SCG) ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจไทย เข้าร่วมการประชุมระดับโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนบทบาทภาคเอกชนไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางบริบทความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นจุดยืนองค์กรที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียว และการปรับตัวของซัพพลายเชนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่
การประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “A Spirit of Dialogue” โดยมีผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และภาควิชาการจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 3,000 คน จากมากกว่า 130 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางรับมือความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยั่งยืน และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก การประชุมเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 โดยปีนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงผู้นำสหรัฐอเมริกา และการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
SCG ในฐานะหนึ่งในองค์กรชั้นนำของไทย ได้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวในนามตัวแทนภาคธุรกิจไทยและทีมไทยแลนด์ โดยนำเสนอทิศทางการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับกระแสโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม การมีส่วนร่วมของ SCG ในเวทีนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับฟังทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติ และโมเดลการพัฒนา ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับประเทศและภูมิภาค
คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า การเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ในปีนี้ SCG ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาประเทศ ในฐานะองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน โดยตลอดการประชุมมีการพบปะหารือแบบทวิภาคี หรือ Bilateral Meeting กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่จากหลายภูมิภาค ทั้งอินเดีย ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งการหารือดังกล่าวมีทั้งการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการลงทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต สะท้อนถึงบทบาทของภาคธุรกิจไทยที่ยังคงได้รับความสนใจจากเวทีโลก แม้โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
บรรยากาศการประชุมในปีนี้ ประเด็นด้านเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “Economic Confrontation” หรือการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจ
ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันเชิงอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ในบริบทของห่วงโซ่อุปทานโลก การค้า และการลงทุน อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์จะมีน้ำหนักมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาโลกร้อนยังคงเป็นวาระสำคัญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ เนื่องจากผลกระทบจาก Climate Change ทวีความรุนแรงและส่งผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก
ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวคิดเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอน และความยั่งยืน หรือ Decarbonization และ Sustainability ยังคงถูกย้ำว่าเป็นทิศทางหลักที่ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน คุณธรรมศักดิ์ระบุว่า สำหรับ SCG การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจโลว์คาร์บอนยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญและเป็นเส้นทางที่จำเป็นต้องไป เพียงแต่กระบวนการและจังหวะก้าวอาจต้องปรับให้สอดคล้องกับโลกที่มีความแตกแยกและการแข่งขันสูงขึ้น โดย SCG ยังคงยึดแนวคิด Inclusive Green Growth เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นการเติบโตที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และเป็นความยั่งยืนที่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ
ในมิติของการดำเนินธุรกิจ SCG ได้ปรับแนวคิดด้านซัพพลายเชน จากรูปแบบ Lean Supply Chain ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและต้นทุน มาเป็นการยกระดับสู่ซัพพลายเชนที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อความเสี่ยง หรือ Just in Case เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของโลก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของพลังงาน หรือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
นอกจากนี้ ในการประชุมยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมของประเทศไทย โดยเฉพาะแนวคิด Regulatory Sandbox ที่ SCG ได้นำไปแลกเปลี่ยนในเวทีความร่วมมือด้านการสร้างการเติบโตใหม่ในอาเซียน ผ่านกรณีจังหวัดสระบุรี ซึ่งถูกผลักดันให้เป็นพื้นที่นำร่องการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไปสู่โลว์คาร์บอนอย่างเป็นระบบ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงการทดลองปรับกฎระเบียบในพื้นที่เฉพาะ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องรอการปรับเปลี่ยนกฎหมายทั้งประเทศ ซึ่งอาจใช้เวลานาน
คุณธรรมศักดิ์อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่โลว์คาร์บอนมักถูกมองว่าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและเพิ่มต้นทุนทางธุรกิจ แต่กรณีของสระบุรีแสดงให้เห็นว่า การผลักดันซีเมนต์โลว์คาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต สามารถสร้างการประหยัดต้นทุนหรือ Cost Saving ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตแบบมีส่วนร่วม แนวคิด Regulatory Sandbox จึงถูกมองว่าเป็นกลไกที่มีความคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
ในมุมมองต่อบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก คุณธรรมศักดิ์ระบุว่า การเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศ แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่จากการหารือกับผู้แทนประเทศและองค์กรต่างๆ พบว่ายังมีหลายประเทศให้ความสนใจเข้ามาพูดคุย ลงทุน และสร้างความร่วมมือกับไทย โดยเฉพาะในประเด็นด้านความยั่งยืนและการเติบโตสีเขียว ซึ่งถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะต่อไป
ทั้งนี้ สิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ คือ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และการสื่อสารกับประชาคมโลกอย่างชัดเจนถึงทิศทางการแก้ไขปัญหา นโยบาย และความพร้อมของประเทศ การสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสะท้อนภาพรวมของประเทศในเวทีนานาชาติ
นอกจากนี้ โอกาสสำคัญที่ประเทศไทยกำลังจะได้รับ คือ การเป็นเจ้าภาพการประชุมของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank และ IMF) ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศในระดับโลก การเตรียมความพร้อมด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และการสื่อสารเชิงรุก จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้โอกาสดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ในมุมมองของภาคเอกชนต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในอนาคต SCG มองว่ายังมีหลายด้านที่ต้องเร่งผลักดันเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลว์คาร์บอนในยุคใหม่ ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์จากภูมิศาสตร์ที่มีแสงแดดตลอดทั้งปี รวมถึงพื้นที่ผืนน้ำและพื้นที่สาธารณะจำนวนมากที่สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานหมุนเวียนได้
SCG เสนอว่าภาครัฐควรเปิดให้ใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการยกระดับระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ เพื่อรองรับการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าจึงควรถูกยกระดับเป็นโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากจะช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลดต้นทุนพลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
แนวคิด “Energy for all” หรือการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึง ถูกมองว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มี “Grid for all” หรือโครงข่ายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพเป็นรากฐานรองรับ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในระดับโลก ที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานควบคู่กับนโยบายสิ่งแวดล้อม
ภาพรวมการเข้าร่วมเวที World Economic Forum 2026 ของ SCG สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจไทยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับตัวตามกระแสโลก แต่ยังมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดและคำตอบเชิงปฏิบัติ ว่าความยั่งยืน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขัน สามารถเดินไปพร้อมกันได้ ภายใต้โลกที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
การมีส่วนร่วมของ SCG บนเวทีโลกครั้งนี้ จึงเป็นภาพสะท้อนของศักยภาพภาคธุรกิจไทยในระดับสากล ที่ยังคงมีบทบาทและความโดดเด่นไม่แพ้ประเทศอื่น พร้อมทั้งตอกย้ำแนวคิดว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงอุดมคติ แต่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการดำเนินงานที่เกิดผลจริง ทั้งต่อองค์กร ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
