"เลือกตั้ง 69" นโยบาย 5 พรรคใหญ่ใช้งบเท่าไร

ในการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคการเมืองลงสนามทั้งหมด 51 พรรค ซึ่งพรรคการเมืองต้องส่งนโยบายหาเสียงให้กคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ซึ่งระบุว่า “ทุกนโยบายที่มีการใช้จ่ายเงิน ต้องทำเป็นรายการมาชี้แจงยัง กกต.” ดังนี้ (1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ (2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
กรณีที่พรรคการเมืองทำรายการไม่ครบถ้วน กกต. สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดย กกต.จะสั่งให้ดำเนินการจัดทำรายการใหครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 500,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
จากข้อมูลที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อกกต. และได้เผยแพร่ในเว็ปไซต์ คณะนักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้นำเอาข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของส.ส.มากพอที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายของประเทศ ประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) มาวิเคราะห์ และตั้งข้อสังเกตต่อคุณภาพของข้อมูลที่พรรคการเมืองนำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ทราบและประเมินได้ว่าการจะได้สวัสดิการหรือประโยชน์จากนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนเท่าไร และจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างไร
คณะผู้วิจัยทีดีอาร์ไอมีข้อสังเกตโดยรวมพบว่า พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 150,000 - 740,000 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับจากมากไปหาน้อย หากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 760,000 ล้านบาทต่อปี)
ทั้งนี้ คณะวิจัยทีดีอาร์ไอตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนมีนโยบายจำนวนมากและมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบายคือ นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” และนโยบาย “เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต”
พรรคประชาชนจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรลงไปในด้านสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินดังกล่าว จึงอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนมุ่งเน้นที่จะสร้าง “รัฐสวัสดิการ”
พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า” โดยรวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง “นโยบายเรือธงเดิม” คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ “นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย
พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย ได้แก่ นโยบาย SMEs เข้มแข็ง สร้างงานในถิ่น ( 120,000-150,000 ล้านบาท) นโยบายที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ (100,000-137,500 ล้านบาท) และนโยบายพลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง (90,000-130,000 ล้านบาท ) สำหรับนโยบายที่มีวงเงินเกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปี อาทิ Agriculture Pillar (เกษตร 4 มิติ) วงเงิน 87,500 ล้านบาท นโยบาย Bangkok Shield (Mega Project) วเงิน 85,000 ล้านบาท และนโยบายแก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่ วงเงิน 60,000-90,000 ล้านบาท เป็นต้น
พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยนโยบาย “คนไทยไร้จน” ใช้วงเงินมากที่สุด ( 6 หมื่นล้านบาท) นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตรร้อยละ 30 (3.1 หมื่นล้านบาท) ตามด้วยนโยบายจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง (2 หมื่นล้านบาท) และนโยบาย “พักหนี้เกษตรกร” (1.5 หมื่นล้านบาท)
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายจัดการหนี้สินของคนกลุ่มต่างๆ เช่น นโยบาย “ล้างหนี้นอกระบบ” (6 พันล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” (4 พันล้านบาท) เป็นต้น
พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อกกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ ลดค่าไฟฟ้า (หน่วยละ 3 บาท) วงเงิน 63,360 ล้านบาท คนละครึ่งพลัส (ระยะ 2) วงเงิน 44,000 ล้านบาท ทหารอาสา (1 แสนคน) วงเงิน 22,700 ล้านบาท และพยาบาลอาสา (7.5 แสนคน) 13,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้ ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม แต่มีข้อสังเกตว่าแม้นโยบายที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศจำนวนมาก แต่หลายนโยบายของพรรคการเมืองยังมีปัญหา 4 ประการ
1. ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มาก เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด “รัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค
นอกจากนี้ หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ และหลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง
รวมถึงหลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง
ดังนั้น ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับร้อยละ 65.7 ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ร้อยละ 70 แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับร้อยละ 2 ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง
3. พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่นโยบาย “ลดแหลกแจกแถม” กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี
4. หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองและความเห็นทางวิชาการของคณะตรวจสอบนโยบายที่ต้องจ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ซึ่งมีตัวแทนจากสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นกรรมการในการพิจารณานโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง
ทั้งนี้ในการตรวจสอบเอกสารของพรรคการเมืองส่วนของผู้แทน สภาพัฒน์ ได้ส่งความเห็นกลับมาประกอบการพิจารณาของ กกต.โดยระบุว่า จากข้อมูลในแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด (ครม.ให้ความเห็นชอบเมื่อ 18 พ.ย. 2568) พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 68.17 ในปี 2569 เป็นร้อยละ 69.36 ในปี 2570 และร้อยละ 69.78 ในปี 2571 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ ไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินสำหรับดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ได้มากนัก เนื่องจากจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่าร้อยละ 70
และมีข้อสังเกตสำหรับพรรคการเมืองที่กำหนดวงเงินสำหรับการดำเนินนโยบายไว้ค่อนข้างสูง และระบุแหล่งที่มาของเงินว่ามาจาก รายจ่ายประจำปีหรือจากการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยไม่ระบุวิธีการได้มาซึ่งแหล่งเงิน งบประมาณดังกล่าวข้างต้นว่าหากไม่สามารถบริหารงบประมาณโดยการปรับลดรายจ่ายรายการอื่น หรือ การจัดหารายได้เพิ่มเติม วงเงินงบประมาณตามข้อเสนออาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เกินกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังซึ่งในปัจจุบันกำหนดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 70 ของ GDP และทำให้ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หากมีการปรับเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในกรอบวินัยการเงินการคลังจะทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
นอกจากนั้นในบางกรณีที่พรรคการเมืองระบุแหล่งเงินว่าจะมาจากมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 นั้น ควรมีการพิจารณาถึงวงเงินคงเหลือที่สามารถนำมาดำเนินการได้ ว่าในปัจจุบันมีวงเงินมากน้อยเพียงใด รวมทั้งมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การใช้ที่มาของเงินจากแหล่งดังกล่าวจนเต็มกรอบตามที่กำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดต่อการดำเนินมาตรการ เพื่อแก้ปัญหาหรือบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
ส่วนการใช้แหล่งเงินอื่น ๆ อาทิ กองทุนต่าง ๆ หรือจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พรรคการเมืองควรพิจารณาถึง ความสอดคล้องกับขอบข่ายภารกิจ วัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจัดตั้งของกองทุนหรือ รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงที่จะเกิดกับฐานะการเงินของกองทุนและหรือรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ด้วย
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นชุดนโยบายและตัวเลขการใช้เงินเบื้องต้น ที่ทำให้เห็นทิศทางการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 หลังจากนี้ต้องจับตาว่าหากพรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้งได้เป็น "รัฐบาลใหม่" จะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนได้หรือไม่ และที่สำคัญจะลดความเสี่ยงภาระทางการคลังได้อย่างไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่ารร้อยละ 2 ถือเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลใหม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
