รีเซต

ศึกเงินอุดหนุนเด็กก่อนเลือกตั้ง 2569 เทียบ 5 พรรค ใครให้แบบไหนคุ้มสุด

ศึกเงินอุดหนุนเด็กก่อนเลือกตั้ง 2569 เทียบ 5 พรรค ใครให้แบบไหนคุ้มสุด
TNN ช่อง16
9 มกราคม 2569 ( 13:47 )
18

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ “นโยบายเด็กและครอบครัว” ถูกดันขึ้นมาเป็นหัวใจของการหาเสียงอีกครั้ง เพราะจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ภาระเลี้ยงดูสูงขึ้น ทั้งค่าเลี้ยงเด็ก ค่ารักษา ค่าเลี้ยงดูระยะยาว และต้นทุนเวลาของพ่อแม่ที่ต้องทำงานเต็มวัน หลายพรรคจึงเลือกเปิดเกมด้วยเงินอุดหนุนเด็กเล็กและการดูแลแม่ตั้งครรภ์ เพื่อชิงความเชื่อมั่นจากครอบครัววัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ลังเลจะมีลูก

ภาพรวมแล้ว “สูตร” ของแต่ละพรรคต่างกันชัด บางพรรคเน้นเงินก้อนและเงินรายเดือนช่วงต้นชีวิต เพื่อให้เห็นผลเร็ว บางพรรคค่อย ๆ ขยับเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อกันเด็กตกหล่น และอีกกลุ่มพยายามเสริมระบบบริการใกล้บ้าน เช่น ศูนย์เด็กเล็กหรือทีมดูแลสุขภาพชุมชน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจมีลูกพอ ๆ กับเงินสด

ประชาธิปัตย์ เน้นเงินก้อนตั้งแต่แรกเกิดและออมยาวถึงวัยเรียนจบ

พรรคประชาธิปัตย์เปิดนโยบายที่สื่อสารง่ายและ “ตัวเลขนำ” ชัดเจน โดยมีเงินช่วยช่วงแรกเกิดก้อนใหญ่ 65,000 บาท พร้อมแนวทางวางระบบออมให้เด็กไปถึงอายุ 18 ปี เพื่อให้มีเงินก้อนตั้งต้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ นัยยะทางการเมืองคือชูภาพรัฐช่วยหนักในปีแรก และต่อยอดไปสู่การสร้างวินัยการเงินระยะยาว

พลังประชารัฐ วางแพ็กเกจดูแลต่อเนื่องตั้งแต่ท้องจนถึง 6 ขวบ

พลังประชารัฐเสนอโมเดลที่เริ่มตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ โดยให้เงินรายเดือนช่วงครรภ์เดือนที่ 4 ถึงคลอด 1,500 บาทต่อเดือน จากนั้นมีค่าคลอด 10,000 บาท และช่วยเลี้ยงดูเด็กช่วงแรกเกิดถึง 6 ขวบในกรอบ 1,000 ถึง 2,000 บาทต่อเดือน แนวคิดคือคุมความเสี่ยงช่วงค่าใช้จ่ายพุ่ง และทำให้ความช่วยเหลือ “ไม่ขาดตอน” ระหว่างก่อนคลอดกับวัยเด็กเล็ก


ไทยสร้างไทย ใช้คูปองแทนเงินสด ล็อกเป้าคุณภาพโภชนาการ

ไทยสร้างไทยเลือกเดินคนละทางด้วย “คูปองเลี้ยงเด็กไทย” เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 6 ปี โดยย้ำการใช้แลกนม วิตามิน และของจำเป็นตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงเงินรั่วไปกับค่าใช้จ่ายอื่น จุดขายคือพยายามผูกเงินอุดหนุนเข้ากับคุณภาพเด็กช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพัฒนาการสมองและร่างกาย

พรรคประชาชน ขยับสู่ถ้วนหน้าและย้ำศูนย์เด็กเล็ก ลดต้นทุนเวลาของพ่อแม่

พรรคประชาชนเสนอการปรับ “เงินเด็กเล็ก” ไปสู่ถ้วนหน้า โดยเริ่ม 600 บาทต่อเดือน และเพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อเดือนในกรอบเวลา 4 ปี พร้อมเงินช่วยคนท้อง 3,000 บาท อีกแกนหนึ่งที่เด่นคือการยกระดับบริการดูแลเด็กเล็ก ตั้งศูนย์ดูแลเด็กอายุ 4 เดือนถึง 2 ขวบ และขยายเวลารับเลี้ยงถึงเย็น เพื่อช่วยพ่อแม่ทำงานได้เต็มวัน แนวทางนี้สื่อสารว่าไม่ได้แก้แค่เรื่องเงิน แต่ลดต้นทุนการเลี้ยงดูที่เป็น “เวลาและการเข้าถึงบริการ”

ภูมิใจไทย เพิ่มทีมดูแลชุมชนควบคู่เงินช่วยเหลือ มองแม่ท้องเป็นภารกิจเชิงรุก

ภูมิใจไทยชูระบบพยาบาลอาสา 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา กำหนดกรอบจ้างงาน 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาขั้นต่ำ 4 ปี เพื่อดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน โดยนัยคือยกระดับระบบปฐมภูมิให้เข้าถึงจริง โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่บริการสุขภาพกระจุกตัว


เพื่อไทย เสนอเงินออมเด็กเป็นบัญชีเงินฝาก รัฐเติมให้รายปี

อีกแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากคือบัญชีเงินฝากเด็กแรกเกิดของพรรคเพื่อไทย รัฐเติมเงินออมปีละ 3,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 15 ปี รวมเป็น 45,000 บาท เพื่อเป็นทุนตั้งต้นด้านการศึกษาและโอกาสในอนาคต จุดขายคือพยายามทำให้เงินช่วยเหลือ “กลายเป็นเงินออม” ไม่ใช่รายจ่ายในชีวิตประจำวัน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ แบบไหนเหมาะกับใคร? 

ครอบครัวที่ต้องการเงินช่วยทันที มักมองหานโยบายเงินก้อนหรือเงินรายเดือนสูงในช่วงปีแรก ๆ เพราะช่วยพยุงค่าใช้จ่ายเร่งด่วน เช่น ค่าฝากครรภ์ ค่าของใช้เด็กแรกเกิด ค่าเลี้ยงดูช่วงอนุบาล

แต่ครอบครัวที่กังวล “ความต่อเนื่อง” มักดู 3 เรื่องควบกัน คือได้ถ้วนหน้าหรือไม่ ระบบลงทะเบียนยุ่งยากแค่ไหน และมีบริการเสริมใกล้บ้านหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบเดิมยังมีเงื่อนไขรายได้ และผูกกับการลงทะเบียน ทำให้เกิดโจทย์การเข้าถึงในทางปฏิบัติ


ศึกนโยบายรอบนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ตัวเลข “ให้เท่าไร” แต่เดิมพันอยู่ที่ “ให้แล้วถึงมือไหม” และ “มีระบบช่วยเลี้ยงดูจริงหรือเป็นเพียงการจ่ายเงิน” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องชั่งน้ำหนักในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ข่าวที่เกี่ยวข้อง