รีเซต

สีดอหูพับ กับโจทย์ใหญ่คน–ช้าง ตัวเลขไหนต้องชัด

สีดอหูพับ กับโจทย์ใหญ่คน–ช้าง ตัวเลขไหนต้องชัด
TNN ช่อง16
12 กุมภาพันธ์ 2569 ( 20:16 )
2

การเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้าย กลายเป็นเหตุการณ์ที่รวมหลายมิติไว้ในเรื่องเดียว ตั้งแต่ปัญหาความขัดแย้งคน–ช้างในพื้นที่ขอนแก่น คำสั่งศาลปกครอง มาตรฐานทางสัตวแพทย์ ข้อสงสัยจากสื่อสาธารณะ ไปจนถึงคำถามระดับประเทศเรื่องจำนวนประชากรช้างป่า

จุดเริ่มต้นในพื้นที่ขอนแก่น

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 เกิดสถานการณ์ช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใน อ.สีชมพู อ.เวียงเก่า และ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยช้างกลุ่มดังกล่าวมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ปัจจุบันพบช้างอย่างน้อย 6 ตัวหมุนเวียนในพื้นที่

ช่วงปี 2567–2568 มีเหตุประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งหน่วยงานระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สีดอหูพับ” เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การร้องเรียนและคดีในศาลปกครองขอนแก่น

คำสั่งศาล 31 ตุลาคม 2568

ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ให้กรมอุทยานฯ จับและเคลื่อนย้ายช้างป่าที่มีปัญหา 4 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว คุถัง หูพับ และสีดอน้อย ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมกำหนดกรอบเวลา เนื่องจากเห็นว่าการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนไม่อาจชะลอได้

ภายใต้คำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่เริ่มปฏิบัติการกับ “สีดอหูพับ” เป็นตัวแรก

ปฏิบัติการและผลชันสูตร

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เตรียมอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ พร้อมสัตวแพทย์กำกับทุกขั้นตอน ช้างถูกประเมินน้ำหนักประมาณ 2–2.5 ตัน สูงราว 2.44 เมตร อายุ 15–20 ปี

ทีมสัตวแพทย์ให้ยาซึม 4 ครั้ง และยาแก้ฤทธิ์ 1 ครั้ง เว้นช่วงประมาณ 1–2 ชั่วโมง ระหว่างเคลื่อนย้ายช้างมีอาการทรุดลง แม้จะพยายามช่วยชีวิตเต็มกำลัง แต่เวลา 23.36 น. ไม่พบสัญญาณชีพ

ผลชันสูตรเบื้องต้นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ไม่พบบาดแผลภายนอก สาเหตุสอดคล้องกับภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวจากการสำลักอาหารอุดตันหลอดลม ร่วมกับภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว ขณะนี้ยังมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการบางรายการรอการยืนยัน

ข้อสงสัยจากสาธารณะ

กระแสในรายการโหนกระแสและกลุ่มคนรักช้างตั้งคำถามหลายประเด็น เช่น ปริมาณยาซึมที่ถูกกล่าวถึงรวม 27 cc สอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่ ประเด็นการงดอาหารก่อนวางยา และข้อสังเกตเรื่องงาที่ต้องมีคำอธิบายเชิงกระบวนการชัดเจน

ทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าปริมาณยาอยู่ในกรอบวิชาการ และชี้ว่าการควบคุมให้ช้างป่าอดอาหารล่วงหน้าเป็นเรื่องยากในภาคสนาม พร้อมเสนอปรับช่วงเวลาปฏิบัติการให้เหมาะกับพฤติกรรมการพักและการย่อยอาหารของช้าง

ด้านกรมอุทยานฯ ระบุว่าได้ประสานพนักงานสอบสวนร่วมตรวจสอบและบันทึกภาพหลักฐานทุกขั้นตอนก่อนชันสูตรและฝังกลบ เพื่อให้กระบวนการโปร่งใส

คำถามระดับประเทศเรื่องประชากรช้าง

นอกเหนือจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ออกมาตั้งคำถามต่อโครงการคุมกำเนิดช้างป่า โดยยกตัวเลขปี 2520 ที่สำรวจได้ 4,450 ตัว เทียบกับปีล่าสุด 4,422 ตัว ลดลง 28 ตัว และถามว่าประชากรเพิ่มจริงหรือไม่

กรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าประมาณ 4,200–4,400 ตัว และมากกว่า 90% ของสถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวข้องกับช้างออกนอกพื้นที่ป่า แนวคิดควบคุมอัตราการเพิ่มถูกเสนอในบางพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบตัวเลขข้ามช่วงเวลาต้องพิจารณาวิธีสำรวจ เทคโนโลยี และความครอบคลุมพื้นที่ในแต่ละยุค เพื่อให้การตีความมีความถูกต้อง และต้องแยกระหว่างจำนวนประชากรช้างกับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความขัดแย้งคน–ช้าง

การทบทวนมาตรการ

หลังเหตุการณ์นี้ กรมอุทยานฯ ประกาศชะลอการเคลื่อนย้ายช้างที่เหลืออีก 3 ตัว ได้แก่ งาจิ๋ว คุถัง และสีดอน้อย เพื่อประเมินอุปสรรคและข้อจำกัดด้านสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงรายงานต่อศาล ก่อนกำหนดแนวทางใหม่ และอาจกลับไปใช้วิธีผลักดันช้างเข้าพื้นที่ในบางกรณี

กรณีสีดอหูพับทำให้เห็นความซับซ้อนของการจัดการช้างป่าในประเทศไทย ตั้งแต่ข้อมูลพื้นที่ 6 ตัวในขอนแก่น คำสั่งศาลย้าย 4 ตัว การใช้ยาซึม 4 ครั้ง ผลชันสูตรเบื้องต้น ไปจนถึงคำถามประชากร 4,450 เทียบ 4,422 ตัว

ทุกตัวเลขมีความหมายต่อการกำหนดนโยบายและความเชื่อมั่นของสังคม การตอบคำถามอย่างครบถ้วน โปร่งใส และมีฐานข้อมูลรองรับ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเดินหน้าจัดการปัญหาคน–ช้างในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง