รีเซต

สรุปดรามาครูดีเด่นตบเด็กป.5 สะเทือนโซเชียล คุรุสภาฮึ่มถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

สรุปดรามาครูดีเด่นตบเด็กป.5  สะเทือนโซเชียล  คุรุสภาฮึ่มถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต
TNN ช่อง16
19 มีนาคม 2569 ( 15:27 )
16

กรณีดราม่าบนโลกออนไลน์ หลังผู้ปกครองร้องเรียนว่าครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการตบและต่อย เนื่องจากนักเรียนไม่ส่งงาน จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุดภาครัฐได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเดินหน้ากระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณวิชาชีพ

ล่าสุด (วันนี้ 19 มี.ค. 69 )อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังจากมีการร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดี กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ครูผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการครูในสังกัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูระดับชั้นสูง โดยได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และมีอายุถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576

ส่วนประเด็นที่ถูกนำมาอ้างในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับรางวัล “ครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่น” นั้น พบว่าเป็นรางวัลที่ออกโดยหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ใช่รางวัลที่ออกโดย คุรุสภา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพของครูโดยตรง

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลกับหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากพบว่าพฤติกรรมเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว อาจเข้าข่าย “การประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างร้ายแรง” ซึ่งมีโทษตั้งแต่พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไปจนถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

หลังจากนั้นเรื่องจะถูกเสนอให้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ พิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับโทษต่อไปตามขั้นตอน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกระบวนการพิจารณาความผิดด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ดำเนินการอย่างเข้มงวดและรวดเร็วมากขึ้น หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงโดยไม่ละเว้น เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่กระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียน

“กรณีนี้คุรุสภาจะเร่งตรวจสอบและสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม” อัยรินทร์กล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงถูกติดตามอย่างใกล้ชิดบนสังคมออนไลน์ โดยหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของเด็กนักเรียนต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในระบบการศึกษาไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง