รีเซต

เปิดประวัติ "ทนายแก้ว" นักกฎหมายผู้ต่อสู้เพื่อชาวบ้าน คู่ใจรายการโหนกระแส

เปิดประวัติ "ทนายแก้ว" นักกฎหมายผู้ต่อสู้เพื่อชาวบ้าน คู่ใจรายการโหนกระแส
TNN ช่อง16
22 มกราคม 2569 ( 14:07 )
66

นาทีนี้หากพูดถึงทนายความชื่อดังที่ปรากฏตัวในรายการ "โหนกระแส" บ่อยครั้ง และมีลีลาการอธิบายข้อกฎหมายที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา คงหนีไม่พ้น "ทนายแก้ว" หรือ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ทนายความผู้มากประสบการณ์ที่กลายเป็น "ที่ปรึกษากฎหมายมหาชน" ของคนไทยทั่วประเทศ

จุดเปลี่ยนชีวิต จาก "หมอ" สู่ "นักกฎหมาย"

เส้นทางชีวิตของทนายแก้วไม่ได้เริ่มที่สายกฎหมายมาตั้งแต่ต้น ในวัยเด็กเขาเรียนสายวิทย์-คณิต และมีความฝันอยากเป็น "หมอ" แต่เมื่อสอบไม่ติดแพทย์ จึงตัดสินใจเบนเข็มมาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เข้าฟังบรรยายวิชา "กฎหมายอาญา" และ ชื่นชอบการตีความภาษาที่ต้องชัดเจน จนสิ้นสงสัย ความหลงใหลนี้เปลี่ยนเด็กหนุ่มสายวิทย์ให้กลายเป็นนักกฎหมายที่ทุ่มเทอ่านหนังสือวันละกว่า 8-9 ชั่วโมง จนประสบความสำเร็จในวิชาชีพในที่สุด

ดีกรีการศึกษาและตำแหน่งสำคัญ

ทนายแก้วถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีพื้นฐานวิชาการแน่นปึ้ก โดยจบการศึกษาด้านกฎหมายครบทุกระดับชั้น:

ปริญญาตรี-โท: นิติศาสตรบัณฑิต และนิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายธุรกิจ) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปริญญาเอก: นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Laws) คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

วุฒิบัตร: เนติบัณฑิตไทย (นบท.) และใบอนุญาตว่าความรุ่นที่ 10

ตำแหน่งปัจจุบัน: หัวหน้าสำนักงานกฎหมาย Legal Intelligence และรองประธานคณะกรรมการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย สภาทนายความ

ผลงานเด่น: คดีบ่อขยะยักษ์และงานเพื่อสังคม

แม้จะโด่งดังจากการวิเคราะห์คดีในหน้าจอทีวี แต่ผลงานที่ทนายแก้วภาคภูมิใจที่สุดคือการทำงานเพื่อสังคม (CSR) โดยเฉพาะ "คดีบ่อขยะยักษ์ จ.นครศรีธรรมราช" โดยทนายแก้วเป็นหัวหน้าชุดช่วยเหลือชาวบ้าน ต.นาเคียน และ ต.นาสาร ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐถึง 14 หน่วยงาน ซึ่งคดีนี้มีการ สู้คดีนานนับสิบปีแม้จะถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพล จนศาลปกครองพิพากษาให้ชาวบ้านชนะคดี ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม

ทนายแก้วยึดถือคติว่า "เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้" และหน้าที่ของทนายความคือการเป็น "น้ำเย็น" ที่ช่วยดับไฟในใจของลูกความ

ผลงานเด่น: คดีบ่อขยะยักษ์และงานเพื่อสังคม

แม้จะโด่งดังจากการวิเคราะห์คดีในหน้าจอทีวี แต่ผลงานที่ทนายแก้วภาคภูมิใจที่สุดคือการทำงานเพื่อสังคม (CSR) โดยเฉพาะ "คดีบ่อขยะยักษ์ จ.นครศรีธรรมราช" โดยทนายแก้วเป็นหัวหน้าชุดช่วยเหลือชาวบ้าน ต.นาเคียน และ ต.นาสาร ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐถึง 14 หน่วยงาน ซึ่งคดีนี้มีการ สู้คดีนานนับสิบปีแม้จะถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพล จนศาลปกครองพิพากษาให้ชาวบ้านชนะคดี ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม

ทนายแก้วยึดถือคติว่า "เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้" และหน้าที่ของทนายความคือการเป็น "น้ำเย็น" ที่ช่วยดับไฟในใจของลูกความ

 อีกหนึ่งบทบาทเจ้าของ "ก๋วยเตี๋ยวเป็ดเฮียแก้ว"

นอกจากงานกฎหมาย ทนายแก้วยังมีมุมการทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ โดยเป็นเจ้าของร้าน "ก๋วยเตี๋ยวเป็ดเฮียแก้ว" ที่มีมากกว่า 27 สาขา (ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า Lotus's) ซึ่งเริ่มต้นจากความชอบทานเป็ดพะโล้ฝีมือคุณแม่ในวัยเด็ก

 อย่างไรก็ตามในปัจจุบันทนายแก้วกำลังเผชิญมรสุมข่าวส่วนตัว กรณีถูกกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับบุตรสาวเจ้าของร้านตัดสูท ซึ่งท่านได้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความเสียใจและขอโทษต่อสังคมและครอบครัว โดยระบุว่า

"ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข่าวและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับตัวผม ในช่วงที่ผ่านมา ผมขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงเพื่อแสดงจุดยืนของผมในเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

ประการแรก ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และขออภัยต่อทุกฝ่าย ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และกระแสข่าวดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คู่สมรส บุตร ญาติพี่น้อง ตลอดจนผู้ที่ติดตาม ที่ให้ความเชื่อมั่น และให้กำลังใจผมมาโดยตลอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบทางจิตใจต่อหลายฝ่าย ซึ่งผมรับรู้และตระหนักถึงความรู้สึกเหล่านั้นเป็นอย่างดี

ผมขอเรียนว่า ยังไม่ประสงค์จะให้รายละเอียดหรือแสดงความเห็นใด ๆ ต่อข้อกล่าวหาที่ปรากฏในสื่อ เนื่องจากการสื่อสารหรือการโต้แย้งผ่านพื้นที่สาธารณะในขณะนี้ อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและบานปลาย รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่กรณี ซึ่งผมเห็นว่าควรได้รับการปฏิบัติด้วยความระมัดระวังและเคารพตามสมควร
ผมขอยืนยันว่า หากมีความจำเป็นต้องมีการชี้แจงข้อเท็จจริงใด ๆ ผมจะดำเนินการชี้แจงผ่านกระบวนการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส โดยคำนึงถึงสิทธิของทุกฝ่ายเป็นสำคัญ

ผมขอความกรุณาสื่อมวลชนและสาธารณชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสาร และขอความร่วมมือในการเคารพต่อกระบวนการดังกล่าว เพื่อไม่ให้การนำเสนอหรือการแสดงความคิดเห็นส่งผลกระทบเกินสมควรต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง

ท้ายสุดนี้ ผมขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่านที่กรุณาให้ความเข้าใจ และขอให้การพิจารณาข้อเท็จจริงต่าง ๆ เป็นไปตามครรลองของความถูกต้องและเป็นธรรม"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง