รีเซต

งบไฟป่า–PM2.5 ไทย 3 ปี ทะลุ 1.4 พันล้าน

งบไฟป่า–PM2.5 ไทย 3 ปี ทะลุ 1.4 พันล้าน
TNN ช่อง16
3 เมษายน 2569 ( 14:04 )
10

ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นภาระใหญ่ของภาครัฐในทุกฤดูแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ต้องเผชิญทั้งจุดความร้อนในป่า การลุกลามของไฟ และผลกระทบด้านคุณภาพอากาศที่กระทบประชาชนโดยตรง ตัวเลขงบประมาณในช่วง 3 ปีหลังจึงขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง เพื่อรองรับภารกิจป้องกัน ควบคุม และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่เสี่ยง

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมจากหน่วยงานรัฐและรายงานข่าวหลายแห่งระบุว่า ช่วงปีงบประมาณ 2567 ถึง 2569 มีการใช้งบกลางที่เกี่ยวข้องกับไฟป่าและฝุ่น PM2.5 รวมกันไม่น้อยกว่า 1,449,346,710 บาท หรือราว 1.45 พันล้านบาท โดยหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับ กรมป่าไม้ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

งบก้อนแรกในชุดนี้อยู่ในปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 272,655,350 บาท เป็นงบกลางปี 2566 ที่ถูกนำมาใช้ไปพลางก่อนในปีถัดมา เพื่อดำเนิน “โครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน” จุดเน้นสำคัญอยู่ที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และพื้นที่เสี่ยงที่เกิดไฟซ้ำซาก

ปีต่อมา วงเงินขยับขึ้นอย่างชัดเจนเป็น 620,691,360 บาท สำหรับมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 งบก้อนนี้ถูกใช้ทั้งในส่วนการจ้างเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า การจัดซื้อและซ่อมอุปกรณ์ การตั้งจุดเฝ้าระวัง และการสนับสนุนชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยง

ส่วนปีงบประมาณ 2569 มีข้อมูลว่า กรมอุทยานฯ เสนอของบกลาง 556 ล้านบาท เพื่อเดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองต่อเนื่อง ครอบคลุม 4 กิจกรรมหลัก ทั้งด้านเฝ้าระวัง การสนับสนุนกำลังภาคสนาม และการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือปฏิบัติงาน

หากเรียงตามตัวเลขรายปี จะเห็นว่าปี 2568 เป็นปีที่ใช้งบสูงสุดในชุดข้อมูลนี้ โดยเพิ่มจากปี 2567 ถึง 348 ล้านบาทเศษ หรือขยายตัวมากกว่า 127% ขณะที่แผนปี 2569 แม้ลดลงจากปี 2568 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงกว่าเงินที่ใช้ในปี 2567 อย่างมาก สะท้อนว่ารัฐยังคงตรึงงบภารกิจไฟป่าและฝุ่นไว้ในระดับเร่งด่วน

โครงสร้างการจัดสรรงบในแต่ละปีบ่งชี้ชัดว่า กรมอุทยานฯ ได้รับงบมากกว่ากรมป่าไม้ อย่างต่อเนื่อง ในปี 2567 จากงบรวม 272.65 ล้านบาท กรมอุทยานฯ ได้รับ 162,708,700 บาท ส่วนกรมป่าไม้ได้รับ 109,946,650 บาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 59.7% ต่อ 40.3%

ปี 2568 งบรวม 620.69 ล้านบาท ถูกแบ่งให้กรมอุทยานฯ 433,669,030 บาท ขณะที่กรมป่าไม้ได้รับ 187,022,330 บาท หากคิดเป็นสัดส่วน กรมอุทยานฯ ถือครองงบประมาณราว 69.9% ส่วนกรมป่าไม้อยู่ที่ประมาณ 30.1% ช่องว่างที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลไปสู่ภารกิจในเขตป่าอนุรักษ์และพื้นที่ควบคุมของกรมอุทยานฯ มากเป็นพิเศษ

หากรวมเฉพาะตัวเลขที่แยกสองกรมชัดเจนในปี 2567 และ 2568 จะพบว่า กรมอุทยานฯ ได้รับงบรวมอย่างน้อย 596.37 ล้านบาท ขณะที่กรมป่าไม้ได้รับรวม 296.97 ล้านบาท ต่างกันเกือบ 300 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 ปีงบประมาณ

รูปแบบการใช้จ่ายของงบเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่กระจายไปยังภารกิจภาคสนามจำนวนมาก เช่น ค่าจ้างแรงงานชุมชน ค่าปฏิบัติการดับไฟ ค่าทำแนวกันไฟ ค่าเฝ้าระวังจุดความร้อน ค่าอุปกรณ์ดับไฟ และค่าประสานงานในพื้นที่ ลักษณะดังกล่าวทำให้งบจำนวนหนึ่งลงไปถึงระดับหมู่บ้านและชุมชนที่อยู่รอบแนวป่า

หนึ่งในแนวทางที่เห็นชัดคือการใช้ ชุมชนเป็นกำลังหลัก ในการป้องกันไฟป่า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีปัญหาเกิดซ้ำทุกปี งบปี 2567 ถูกออกแบบให้มีส่วนร่วมของชุมชนเป็นแกนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างชาวบ้านทำแนวกันไฟ การเฝ้าระวังไฟในพื้นที่เสี่ยง การลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ หรือการรณรงค์ลดการเผาในที่โล่ง

ปี 2568 การใช้เงินมีความเข้มข้นมากขึ้นในเชิงกำลังคนและเครื่องมือ ฝั่งกรมป่าไม้ใช้เงินสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อไฟป่า ทั้งค่าอุปกรณ์ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าปฏิบัติงาน ส่วนกรมอุทยานฯ ใช้เงินสำหรับจุดเฝ้าระวังร่วมกับชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และเสริมศักยภาพการรับมือผ่านศูนย์บัญชาการ หน่วยเคลื่อนที่เร็ว และระบบสนับสนุนภาคสนาม

อุปกรณ์ที่ใช้งบจัดหาและซ่อมบำรุงมีตั้งแต่ เครื่องเป่าลม เป้พ่นน้ำ รถยนต์ ระบบสื่อสาร ไปจนถึงเครื่องมือสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่ทุรกันดาร ขณะที่แผนปี 2569 มีข้อมูลว่ารวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้น เช่น ระบบข้อมูล เฮลิคอปเตอร์ หรือโดรนในบางภารกิจ เพื่อให้การตรวจจับและสกัดไฟทำได้รวดเร็วขึ้น

พื้นที่เป้าหมายหลักยังคงอยู่ที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นโซนที่เผชิญปัญหาไฟป่าและหมอกควันหนักต่อเนื่องในช่วงต้นปี หลายจังหวัดมีทั้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน และชุมชนที่อยู่ติดแนวป่า จึงทำให้ภารกิจของทั้งสองกรมต้องเชื่อมโยงกับท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งบจำนวนมากจึงถูกออกแบบให้ใช้ในลักษณะ “ลงพื้นที่จริง” มากกว่าการตั้งรับในส่วนกลาง

นอกจากงบกลางที่ถูกพูดถึงบ่อยในช่วงวิกฤต ยังมี งบประจำของหน่วยงาน ที่ใช้ในภารกิจป้องกันและควบคุมไฟป่าอยู่แล้วในแต่ละปี เช่น งบของสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่าของกรมอุทยานฯ และงบของกรมป่าไม้ในภารกิจทำแนวกันไฟ ดับไฟป่า และเฝ้าระวังในหลายจังหวัด งบส่วนนี้เป็นอีกชั้นหนึ่งที่ทำให้เม็ดเงินจริงในระบบสูงกว่าตัวเลขงบกลางเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลที่ถูกรวบรวมโดยองค์กรภายนอกบางแห่งยังพบว่า ในบางปีมี งบทำแนวกันไฟราว 479.5 ล้านบาท ครอบคลุม 64 จังหวัด และมี งบดับไฟป่าราว 220.5 ล้านบาท ตัวเลขชุดนี้ชี้ว่า นอกเหนือจากงบกลางฉุกเฉินแล้ว รัฐยังมีงบตามโครงการประจำซึ่งกระจายอยู่ในระบบราชการอีกจำนวนมาก

หากนำงบกลาง 3 ปีมาดูในภาพรวม จะพบว่าค่าเฉลี่ยการใช้งบอยู่ที่ประมาณ 483 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้บอกได้ชัดว่า ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ไม่ใช่ภารกิจเฉพาะหน้าเพียงฤดูกาลเดียว แต่กลายเป็นงานประจำที่ต้องใช้งบจำนวนสูงต่อเนื่องทุกปี

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขยังสะท้อนแนวโน้มสำคัญ 2 เรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ รัฐให้น้ำหนักกับการจัดการไฟป่าในภาคเหนือเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่ที่ได้รับงบและกำลังคนมากที่สุด เรื่องที่สองคือ รูปแบบการใช้งบเน้นการป้องกันและควบคุมในพื้นที่จริง โดยใช้ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ชุมชน และท้องถิ่นเป็นเครือข่ายร่วมกัน

สำหรับปี 2569 ตัวเลข 556 ล้านบาทที่กรมอุทยานฯ เสนอขอใช้งบกลาง ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐไม่ได้มองปัญหานี้เป็นเรื่องชั่วคราว เพราะแม้งบปี 2568 จะสูงมากอยู่แล้ว แต่การขอวงเงินระดับกว่าครึ่งพันล้านบาทต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าการควบคุมไฟป่าและลดฝุ่น PM2.5 ยังต้องพึ่งทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งคน เครื่องมือ และการทำงานเชิงพื้นที่อย่างเข้มข้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง