รีเซต

SCC ย้ำเป้า EBITDA ปีนี้ 5.5 หมื่นลบ. ผลงานดีรับค่าสเปรดสูง

SCC ย้ำเป้า EBITDA ปีนี้ 5.5 หมื่นลบ. ผลงานดีรับค่าสเปรดสูง
TNN ช่อง16
2 พฤษภาคม 2569 ( 07:57 )
16

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทยังคงเป้าหมาย EBITDA มากกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ไตรมาส 1/69 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แนวโน้ม EBITDA ในไตรมาส 2/69 คาดยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากยังมีความต้องการของลูกค้า รวมทั้งราคาขายที่ปรับขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง ยังต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด


แนวโน้มผลการดำเนินงาน แม้ในเดือนมีนาคมจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ภาพรวมไตรมาส 1/69 ยังเติบโตดี ขณะที่ แนวโน้มไตรมาสที่ 2/69 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี หลังจากอุปทานในตลาดโลกที่หายไปประมาณ 20% จากผลกระทบของสงคราม จะส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ปรับตัวสูงขึ้น ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาควบคู่ไปกับต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย


สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ ยังคงงบลงทุนที่ 30,000 ล้านบาทเช่นเดิม แต่จะปรับแผนการลงทุน โดยจะเน้นลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนเร็ว อาทิ การลงทุนด้านพลังงาน ขณะที่ล่าสุด บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ลงนาม MoU กับ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน: Polyethylene และพอลิโพรพิลีน: Polypropylene) ในประเทศไทย การร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการรวมทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน แต่เป็นการนำธุรกิจโอเลฟินส์มาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ เพื่อให้มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่พอจะแข่งขันกับคู่แข่งในระดับโลกได้




นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ [SCGC] กล่าวเสริมว่า การลงนาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาสที่ 3/69 หากผลการศึกษาเป็นที่น่าพอใจและได้รับการอนุมัติจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดโครงสร้างบริษัทร่วมทุน สัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งไม่ใช่การควบรวมกิจการทั้งหมด แต่เป็นการดึงเฉพาะสินทรัพย์ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ในประเทศไทยของทั้งสองบริษัทมารวมกัน โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 12 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ


ทั้งนี้ แม้ว่าการรวมกันจะทำให้มีกำลังการผลิตที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับตลาดรวมในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ต่อให้บริษัทเป็นผู้ผลิตรายเดียวในประเทศ ก็ไม่สามารถกำหนดราคาสูงกว่าตลาดโลกได้ เพราะผู้ซื้อมีทางเลือกในการนำเข้าสินค้าจากแหล่งอื่นเสมอ โดยราคาจะอ้างอิงกับดัชนีราคาในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนอุปทานและอุปสงค์จากการซื้อขายจริง


ขณะที่แผนการนำ SCGC เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายศักดิ์ชัย กล่าวว่าบริษัทยังคงเดินหน้าแผนดังกล่าวต่อ เพียงแต่เลื่อนแผนออกไปก่อน แม้ว่าจะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC แต่เป็นเพียงนำธุรกิจบางส่วนรวมกับบริษัทร่วมทุนเท่านั้น


สำหรับสถานการณ์ปิโตรเคมีได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ ในเส้นทางการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงวัตถุดิบประมาณ 50-60% ที่ SCGC นำเข้ามาใช้ในการผลิต ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ บริษัทจึงเร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกช่องแคบฮอร์มุซ (Non-Hormuz) อาทิ อินเดีย โอมาน ไนจีเรีย และออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นเนื่องจากต้องจ่ายค่าพรีเมียมในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น


ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ผู้ผลิตทุกรายต้องระมัดระวังในบริหารจัดการสินค้า ซึ่งหลายพื้นที่ประสบปัญหาสินค้าขาดแคลน ทั้งนี้ SCGC บริหารจัดการโดยมุ่งเน้นลูกค้าในประเทศเป็นหลัก ลดการส่งออก รวมทั้งสินค้าที่ผลิตในฐานการผลิตเวียดนาม ก็นำเข้ามาให้ลูกค้าในไทย ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ






นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ไตรมาส 1/69 SCC มี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท


แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่ SCC ตัดสินใจดำเนิน "กลยุทธ์เชิงรุก" อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน และ คุมสถานการณ์ได้จริง ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้ง "แผนระยะสั้น" บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง Daily War Room ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิดรวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น เพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง


ส่วนแผนระยะ 2 ปี (2569-2570) SCC มุ่งสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อมเดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน ตลอดจนผลักดันสินค้ากรีน (Green Products) สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) - สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA) และเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง