SCC ราคาลดลง 5% บล.บัวหลวงมองปิโตรฯแนวโน้มอ่อนแอ

#SCC #ทันหุ้น - การซื้อขายหุ้นของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC วันที่ 4 เม.ย.68 ราคาเคลื่อนไหวในช่วง 140-145 บาท ณ เวลา 14.41 น. ราคาอยู่ที่ 140 บาท ลดลง 7.50 บาท หรือลดลง 5.07% มูลค่าการซื้อขาย 422.25 ล้านบาท โบรกเกอร์มองว่าแนวโน้มธุรกิจปูนซีเมนต์อ่อนแอลงก่อนการประกาศภาษีนำเข้าของสหรัฐฯอยู๋แล้ว
บล.บัวหลวงระบุว่า กรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ได้เริ่มสงครามการค้าระดับโลก ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกเพิ่มขึ้น และน่าจะส่งผลให้อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ชะลอตัวลงประมาณการกำไรของตลาดสำหรับ SCC มีดาวน์ไซด์อย่างมาก บล.บัวหลวงปรับลดคำแนะนำเป็น "ขาย"!
สงครามการค้าเต็มรูปแบบ = ดาวน์ไซด์ต่อธุรกิจปิโตรเคมี
ในสัปดาห์นี้สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่สูงกับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ดังนั้นความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจึงเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ ปิโตรเคมีจะชะลอตัวลง อัตราการเติบโตของอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมากกับ 1) อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (ความสัมพันธ์ 60%) และ 2) อัตราการเติบโตของ GDP ของจีน (ความสัมพันธ์ 54%) อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในปัจจุบันมีแนวโน้มจะอ่อนแอกว่า ที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ (ปัจจุบันเราคาดว่าส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะฟื้นตัวในปี 2569; ก่อนหน้าเราคาดส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2568)
แนวโน้มธุรกิจปูนซีเมนต์อ่อนแอลง
ก่อนการประกาศภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อุปสงค์ปูนซีเมนต์ในประเทศไทยและตลาดหลักในอาเซียน (เวียดนาม, อินโดนีเซีย, และกัมพูชา) คาดว่าจะขยายตัว ในปี 2568 ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากภาครัฐ นอกจากนี้ราคาขายปูนซีเมนต์ถุงในประเทศไทย (สัดส่วนประมาณ 25% ของ ยอดขายปูนซีเมนต์รวมของ SCC) มีการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. (ปรับขึ้นสูงสุด 400 บาท/ตัน) แต่การประกาศภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในประเทศดังกล่าวจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เหล่านี้ ดังนั้นเราคาดว่าอุปสงค์ปูนซีเมนต์จะปรับลดลงทั้ง 4 ประเทศในปีนี้ การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของเราชี้ให้เห็นว่า สำหรับทุกๆ 1 ล้านตัน ที่ปริมาณขายปูนซีเมนต์ของ SCC ที่ลดลงจากการคาดการณ์ในกรณีพื้นฐาน จะมีดาวน์ไซด์ 2% ต่อประมาณการกำไรปี 2568 ของเรา
บล.บัวหลวงจึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ลง 25% เป็น 4,829 ล้านบาท (ลดลง 24% YoY) เพื่อสะท้อน: 1) ประมาณการส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ลดลง (ลดลงเฉลี่ย 14%), 2) การปรับลดประมาณการกำไร SCGP ก่อนหน้านี้และ 3) ราคาขายปูนซีเมนต์ที่สูงขึ้น ดังนั้นเราปรับลดราคาเป้าหมาย ณ สิ้น ปี 2568 ที่ได้มาจากวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ลงจาก 170 บาท เป็น 135 บาท (WACC ที่ 8.5%, terminal growth ที่ 2.0%)
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/68 จะยังคงอ่อนแอ
สำหรับไตรมาส 1/68 เราคาดขาดทุนหลักที่ 1,018 ล้านบาท (พลิกกลับ YoY จากกำไรหลักในไตรมาส 1/67 แต่ขาดทุนลดลง QoQ) และขาดทุนสุทธิที่ 1,062 ล้านบาท (พลิกกลับจากกำไรสุทธิในไตรมาส 1/67 และขาดทุนเพิ่มขึ้น QoQ) โดยคาดว่าผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวลงของธุรกิจปิโตรเคมี (ทั้ง YoY และ QoQ; ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น) และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (YoY; กำไรจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรและธุรกิจเยื่อกระดาษที่ลดลง) อย่างไรก็ตามธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) มีแนวโน้มจะรายงานการเติบโตทั้ง YoY และ QoQ (ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและราคาขายที่สูงขึ้น)