โรงไฟฟ้าปลดล็อกกำไร ก๊าซลง-ค่าไฟใหม่หนุน

#โรงไฟฟ้า #ทันหุ้น – โรงไฟฟ้าเข้าสถานะฟ้าหลังฝน หลังราคาก๊าซโลกแนวโน้มอ่อนตัว ต้นทุนลดลงครึ่งปีหลัง ขณะที่โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่หนุน รัฐเดินเกมขั้นบันได ไม่กด Ft ค่าไฟแตะ 3.95 บาทต่อหน่วยสะท้อนต้นทุนจริง ลุ้นแผน PDP ใหม่หนุนพลังงานหมุนเวียนรอบเติบโตใหม่ แนะ GULF–GUNKUL เด่น เก็งกำไร BGRIM
จับตากลุ่มโรงไฟฟ้าได้ประเด็นดีมากขึ้น ทั้งจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง และโครงสร้างค่าไฟใหม่ของกระทรวงพลังงานที่ไม่ได้กดค่า Ft รวมถึงการเดินหน้าร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP)
ล่าสุดนายธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ราคาก๊าซผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว หลังจากช่วงสงครามเคยขึ้นไปถึงราว 22.4 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือราว 716.80 บาทต่อMMBtu ไปแล้ว ล่าสุดราคาปัจจุบันอ้างอิง LNG Japan ปรับลดลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 16.5 – 16.6 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 528 บาทต่อ MMBtu และมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้
ซึ่งการปรับตัวลงของราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาพูลก๊าซ (Pool Gas) ของไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้ว่าในงวดไตรมาส 2/2569 ราคาพูลก๊าซไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น แต่เป็นการปรับตัวขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าประมาณการเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นประเมินว่าจะเป็นปัจจัยกดดันผลการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ในกรอบจำกัด
โดยประเมินกรอบราคาพูลก๊าซไทยงวดไตรมาส 2/2569 ในกรอบ 320 – 330 บาทต่อ MMBtu ปรับตัวขึ้นจากราว 300 บาทต่อ MMBtu ในงวดไตรมาส 1/2569 สะท้อนผลของเวลา (Lag Time) จากการรับต้นทุนก๊าซนำเข้าที่ซื้อไว้ในช่วงที่ราคายังแพงอยู่เข้ามาคำนวณ ลดลงจากประมาณการเดิมที่ทำไว้ราว 350 บาทต่อ MMBtu
“โครงสร้างก๊าซธรรมชาติในไทยสามารถผลิตเองได้ราว 60-70% นำเข้าจากต่างประเทศราว 30% โดยในจำนวนนี้นำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงราว 10% เท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าราคาก๊าซโลกจะอยู่ที่กว่า 500 บาทต่อMMBtu แต่ราคาในไทยยังคงอยู่ที่ราว 320-330 บาทต่อMMBtu และมีแนวโน้มปรับลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้”
@รัฐปรับโครงสร้างค่าไฟหนุน
ส่วนกรณีที่กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในรอบบิลเดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป นายธีร์ธนัตถ์ ประเมินเป็นปัจจัยหนุนต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ขึ้นมาที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ตามที่ กกพ.เสนอ โดยเลือกที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ให้มีภาระค่าไฟฟ้าในอัตราเพียง 3 บาทต่อหน่วยแทน
“เดิมทีคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงเพื่อตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่แนวโน้มปัจจุบันพบว่ารัฐบาลอาจยอมปรับขึ้นค่าไฟตามคำแนะนำของ กกพ. เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาก๊าซที่แท้จริงซึ่งช่วยลดผลกระทบ (Government Risk) ต่อโรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP เพราะแม้ต้นทุนก๊าซจะสูงขึ้น แต่การที่ค่าไฟปรับตัวตามจะช่วยพยุงรายได้และกำไรไม่ให้ลดลงรุนแรงเหมือนช่วงที่โดนตรึงราคา”
พร้อมกันนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่จะนำมาใช้ในปี 2569 – 2593 ที่สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้สูงขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 2/2569 นี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าให้ก้าวเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ แนะนำนักลงทุนเข้าทยอยลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว อาทิ GULF มีความโดดเด่นเรื่องสถานะทางการเงิน GUNKUL มีศักยภาพการดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียน (Renewable)
และแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” BGRIM มีศักยภาพการเติบโตใกล้เคียง GULF แม้ว่าอัตราร่วม DE จะค่อนข้างสูง แต่บริษัทมีแผนบริหารจัดการเงินทุน เช่น การขายเงินลงทุนในโครงการเดิมออกไปบางส่วน หรือการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำเงินมาลงทุนต่อ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับกลยุทธ์โดยเปลี่ยนสัญญาขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรมประมาณ 70% เป็นแบบ Gas Link (ราคาเคลื่อนไหวตามต้นทุนก๊าซ) ทำให้ปัจจุบันเหลือความเสี่ยงจากราคาก๊าซเพียง 7% ของรายได้รวม หาก ครม. จะตรึงราคาไว้ที่ 3.88 บาท ก็จะกระทบต่อต้นทุนก๊าซ BGRIM ไม่มาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
