AAI รับเต็มบาทอ่อนหนุน ดีมานด์แกร่งโค้งหลังฉลุย

#AAI #ทันหุ้น – AAI ส่งสัญญาณบวก รับอานิสงส์ค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ หนุนมาร์จิ้นส่งออกพุ่ง "บิ๊ก AAI" ชี้ตั้งราคาอิง 31-32 บาทต่อดอลล์ ได้กำไรบาทอ่อน ลั่นธุรกิจยังแกร่งดีมานด์สูงเติบโตต่อเนื่อง ติดตามการสิ้นสุดภาษีสหรัฐกรกฎาคมนี้ คงเป้ารายได้ปี 2569 โต 7.6 พันล้านบาท แม้ไตรมาส 1 จะพลาดเป้าเชื่อไตรมาสที่เหลือเอาคืนได้
นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI ผู้รับจ้างผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก เปิดเผย “ทันหุ้น”ว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแตะระดับประมาณ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลดีต่อบริษัทอย่างมากเนื่องจาก AAI เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ การที่เงินบาทอ่อนค่า บริษัทจะมีรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"ค่าเงินบาทเป็นตัวแปรหลักที่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ได้เยอะ เพราะธุรกิจส่งออกของเราผันแปรตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง ยิ่งบาทอ่อนก็ยิ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมผลประกอบการ" นายเอกราชกล่าว
ทั้งนี้ค่าเงินที่อ่อนค่าลงทำให้บริษัทมีความได้เปรียบและสร้างส่วนต่างเพิ่มเติมจากราคาที่เคยเสนอขายลูกค้าไว้ เนื่องการตั้งราคาขายที่ผ่านมาบริษัทยังใช้กลยุทธ์ "Play Safe" โดยอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับประมาณ 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในการเสนอราคาให้กับลูกค้า ดังนั้นการที่ค่าเงินอ่อนลงใกล้ 33 บาท ก็จะส่งผลดี โดย AAI ไม่ได้ทำประกันความเสี่ยง (Hedging) กับธนาคารในลักษณะฟิกซ์เรทล่วงหน้า แต่ใช้ทีมงานภายในในการบุ๊กเรทในช่วงเวลาที่เหมาะสมเช่นตอนนี้
@ มั่นใจครึ่งหลังฟื้นชัด
นายเอกราช กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนงานที่วางไว้ แม้จะมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ที่มีรายได้ 1,558 ล้านบาท เหมือนพลาดเป้าบ้าง แต่ AAI ยังยืนยันเป้าหมายรายได้รวมทั้งปีไว้ที่ 7,600 ล้านบาท เติบโตประมาณ 8% จากปีที่ผ่านมา โดยไม่มีการปรับลดเป้าแต่อย่างใด เนื่องจากตลาดสัตว์เลี้ยงยังมีแรงหนุนจากเทรนด์เจ้าของให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนคนในครอบครัว ทำให้ความต้องการอาหารคุณภาพสูงยังเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นเชื่อว่าออเดอร์จะกลับมาสูงในช่วงที่เหลือของปี
ส่วนประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า (Tariff) ในสหรัฐ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บริษัทติดตาม แม้สหรัฐจะไม่สามารถเก็บภาษีตอบโต้ 19% ได้ แต่ปัจจุบันได้นำกฎหมายอื่นมาเก็บภาษีอยู่ที่ระดับ 10% ซึ่งจะมีผลไปจนถึงช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะทำผิดกฎหมายอีกด้วยเช่นกัน โดยมีบริษัทในสหรัฐไปร้องแล้ว
อย่างไรก็ดีจากการยังเก็บภาษีอยู่ ทำให้ลูกค้าพยายามคอนโทรลเรื่องสต็อกสินค้า เพราะถ้าสั่งเข้ามาเยอะในช่วงก่อนเดือนกรกฎาคมก็ยังต้องเสียภาษี 10% จึงรอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อนเพื่อบริหารต้นทุน ปัญหานี้เป็นเรื่องของจังหวะเวลาในการสั่งซื้อไม่ได้กระทบต่อความต้องการซื้อในระยะยาว
@ ขยายตลาดต่อเนื่อง
ในด้านการตลาด นอกจากตลาดหลักอย่างสหรัฐและแคนาดา ยังได้รุกคืบเข้าสู่ ตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายเรื่องต้นทุนน้ำมันหรือสถานการณ์โลกบ้าง แต่บริษัทยังคงได้รับความสนใจจากลูกค้าใหม่ๆ ที่เข้ามาเจรจาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญให้ AAI เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
โดยในการลงทุนบริษัทยังได้เตรียมเงินลงทุน จำนวน 800 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มอาหารกระป๋อง ถุงเพาซ์ และซาเช่ (Sachet) โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งงบลงทุนทั้งหมดมาจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของบริษัทเองโดยไม่ต้องกู้ยืม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
