ธปท.เปิดแผนปี 70 รื้อใหญ่ ‘นอนแบงก์’ 3 พันราย ลุยแก้หนี้-ห้ามเงินสดซื้อ”วิลล่า-รถหรู”

#ทันหุ้น ผู้ว่าธปท.เปิดยุทธศาสตร์ปี 70 มุ่งใช้นโยบายการเงิน”รักษาเสถียรภาพราคา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจ” เดินหน้าลุยแก้หนี้ครัวเรือน-หนุนสินเชื่อเอสเอ็มอีผ่านนโยบายกำกับสถาบันการเงิน ตัดวงจรทุนเทา-ฟอกเงินเล็งห้ามใช้เงินสดซื้อ”วิลล่า-รถหรู” พร้อมรื้อโครงสร้างปรับใหญ่กำกับ ‘นอนแบงก์’ 3 พันราย ระบุ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายจะให้น้ำหนักปัจจัยในประเทศ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงผลการดำเนินงานต่อสื่อมวลชนหลังเข้ารับตำแหน่งรอบ 13 เดือน พร้อมเปิดแผนการดำเนินงานในปี 2570 โดยระบุว่า ในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมาธปท.ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบายการเงินและการกำกับดูแล โดยเพิ่มบทบาทการประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจให้เข้าใกล้ระดับศักยภาพควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับสถาบันการเงินใน 4 เรื่อง ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของSMEs ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน รวมถึง การป้องกันเงินเทาและการทุจริตผ่านการออก 18 มาตรการ
ทั้งนี้ ในส่วนของการเพิ่มบทบาทการใช้นโยบายการเงินเพื่อประคองการเติบโตของเศรษฐกินนั้น ผู้ว่าธปท.ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้ง 3 ด้านหลักอยู่ในระดับที่มั่นคง ซึ่งประกอบด้วย เสถียรภาพด้านราคาหรือเงินเฟ้อ แม้เคยปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าจะทยอยหมดไปและลดลงในช่วงกลางปีหน้า เนื่องจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อของประชาชนที่ชะลอตัวลง ส่วนเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินก็มีความแข็งแกร่งสูง ทั้งในมิติของเงินกองทุน สภาพคล่อง และความสามารถในการรองรับความเสี่ยง สำหรับเสถียรภาพระบบการชำระเงินถือว่ามีความมั่นคงและปลอดภัยในระดับสูง
ดังนั้น จากการประเมินเสถียรภาพที่แข็งแกร่งดังกล่าว ธปท. จึงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 2 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยเหนือความคาดหมาย หรือ Surprise Cut ในเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาอยู่ที่ 1% ถือว่า ต่ำสุดเป็นที่สองของโลกรองจากประเทศสวิสเซอร์แลน
นอกจากนี้ ธปท.ยังบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนแบบเชิงรุก ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าในระดับที่เหมาะสมและช่วยสนับสนุนภาคการส่งออก รวมถึงการประสานนโยบายอย่างใกล้ชิด ร่วมกับกระทรวงการคลัง และธปท. ได้ทยอยออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปแล้ว 18 โครงการ และเตรียมผลักดันเพิ่มอีก 5 โครงการ ในระยะอันใกล้นี้
ชู '4 มาตรการหลัก' ปลดล็อคสินเชื่อ SMEs-แก้หนี้สิน
สำหรับแผนการดำเนินงานในปีหน้า ธปท. ตั้งเป้าหมายดำเนินการหลายเรื่อง โดยมีแกนหลักคือ การแก้ปัญหาหนี้สินและการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เนื่องจากสินเชื่อ SMEs ในระบบเผชิญภาวะหดตัวติดลบต่อเนื่องกันมานานถึง 17 ไตรมาส และมี SMEs คุณภาพเพียง 21% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้
ทั้งนี้ ธปท.เตรียมผลักดัน 4 มาตรการสำคัญ คือ 1.การจัดตั้ง Co-Guarantee Portal หรือ การพัฒนาตัวกลางในลักษณะ Marketplace เพื่อจับคู่ระหว่าง SME กับสถาบันการเงิน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรับสินเชื่อใหม่และการปรับโครงสร้างหนี้ (Refinance) 2.กลไกการค้ำประกันสินเชื่อถาวร (อายุ 5 ปี) โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานค้ำประกัน (บสย.) ตั้งเป้าหมาย KPI ร่วมกันในการผลักดันสินเชื่อใหม่ให้แก่ SME ปีละ 100,000 ล้านบาท หรือรวม 500,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี
3. โครงการ Data Exchange Project (Alternative Data) หรือเชื่อมโยงข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตร เพื่อนำข้อมูลการค้าและการชำระเงินมาใช้ประเมินรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของ SME พ่อค้าแม่ค้า และผู้ไม่มีรายได้ประจำ ซึ่งเดิมสถาบันการเงินไม่สามารถประเมินรายได้ได้ 4.การส่งเสริมการแข่งขันและลดต้นทุนสินเชื่อ โดยปรับลดต้นทุนดำเนินการ ปรับเกณฑ์การพิจารณาข้อมูลเครดิตบูโร และสร้างสภาวะการแข่งขันที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น
ปรับกำกับ'นอนแบงก์' ครั้งใหญ่
ผู้ว่าธปท.กล่าวด้วยว่า อีกแผนงานที่สำคัญปีหน้า คือการ ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของธปท.โดยการปรับเปลี่ยนเก้าอี้บริหารระดับสูงเพื่อจัดตั้งสายงานรองผู้ว่าการ ด้าน Non-bank ขึ้นมาดูแลผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะ โดยจะกำกับทั้งในฝั่งที่เป็น Payment และ Lending
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ธปท. เน้นการตรวจกำกับสถาบันการเงินประเภทรับฝากเงินธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐเป็นหลัก แต่โครงสร้างใหม่นี้จะดึงการกำกับดูแลผู้ประกอบการนอนแบงก์ทั้งหมดกว่า 3,000 ราย จากเดิมที่เน้นตรวจสถาบันการเงินหลักราว 30 ราย เข้ามาอยู่ภายใต้สายงานเดียว
นอกจากนี้ ธปท. จะนำเทคโนโลยี Data และ AI มาใช้จัดกลุ่มกำกับดูแลตามขนาด (Size) และผลกระทบ (Impact) เพื่อแก้ไขปัญหาการจัดเก็บดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม เช่น ผู้ประกอบการที่ถือหลายใบอนุญาตแล้วคิดอัตราดอกเบี้ยเกินเพดานกฎหมาย เช่น เพดาน Nano Finance 25% แต่แอบชาร์จจริง 33% การคิดดอกเบี้ยซ้อนบนดอกเบี้ยค้างชำระ และการปล่อยเงินกู้ใหม่เพื่อทบต้นทบดอก
กำกับสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้า
ในส่วนของสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้า สินเชื่อผ่อนชำระ และสินเชื่อดิจิทัล (Buy Now Pay Later / Consumer Loans) ธปท. มีแนวทางกำกับดูแลการผ่อนชำระสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน และมีระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 6 เดือน โดยเน้นการควบคุมอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) และการคุ้มครองสิทธิของผู้ซื้อบนแพลตฟอร์มการซื้อขายออนไลน์
เล็งห้ามใช้เงินสดซื้อ”วิลล่า-รถหรู”
ผู้ว่าธปท.กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการมีส่วนร่วมปราบการฟอกเงินและทุนเทานั้น ที่ผ่านมา ธปท.ได้ การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการมูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถือทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569
ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ได้แก่ การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later การลดค่าตรวจเครดิตบูโร การกำกับ THB Stablecoin และการยกระดับธุรกิจ Money Changer รวมถึงเตรียมออกโครงการ SMEs Credit Portal ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการและผู้ให้สินเชื่อ
นอกจากนี้ ธปท.จะเข้าไปดูเรื่องการใช้เงินสดที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นการฟอกเงิน เช่น การซื้อบ้าน วิลล่าหรูราคาแพง หรือ การซื้อรถยนต์เก่าหรือรถยนต์หรูที่ราคาแพง ซึ่งอาจจะห้ามไม่ให้ใช้เงินสดเข้าไปซื้อขาย เป็นต้น
ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้น เขากล่าวว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยในระยะต่อไป จะให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศ ทั้งทิศทางอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แม้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างประเทศที่กว้างขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงสะสม แต่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นและเกราะป้องกันด้านต่างประเทศที่มั่นคงของไทย ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ ธปท. สามารถดำเนินนโยบายการเงินได้อย่างเป็นอิสระและเหมาะสมกับบริบทของประเทศอย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
