รีเซต

กรุงศรี ส่องดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC เชิงบวก หนุน upside ราคาเป้าหมาย

กรุงศรี ส่องดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC เชิงบวก หนุน upside ราคาเป้าหมาย
ทันหุ้น
29 ตุลาคม 2569 ( 10:25 )

#ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกระยะยาวต่อการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ระหว่างบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เพื่อรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย โดยบริษัทร่วมทุนจะมี PTTGC ถือหุ้น 56% และ SCGC ถือหุ้น 44%

ฝ่ายวิจัยกรุงศรี มองเชิงบวก เนื่องจากบริษัทไม่มีแผนปิดชั่วคราว/ปิดโรงผลิต, คาดขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นเท่าตัวจะเพิ่มความยืดหยุนและประสิทธิภาพการผลิต อำนาจต่อรอง รวมถึงสัดส่วนสินค้าผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA ทำให้มี upside risk จาก synergy หากสร้างได้ตามเป้าหมายที่ 5,100-6,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่ง synergy จะทยอยเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีหลังการร่วมทุน อาจสร้าง upside ต่อราคาเป้าหมายของหุ้น PTTGC ราว 8.8-10.20 บาทต่อหุ้น หรือราว 15-17% ส่วนหุ้น SCC อยู่ที่ราว 26-30 บาทต่อหุ้น หรือ 8-10%

นอกจากนี้การร่วมทุนดังกล่าว จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น ทำให้มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากวงจรฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเด่นกว่ากลุ่ม

ทั้งนี้ PTTGC และ SCC ประกาศความคืบหน้าการรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ตั้งเป้าจัดโครงสร้างกิจการให้แล้วเสร็จภายในครึ่งแรกปี 2570 และรวมธุรกิจให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 โดยธุรกรรมการรวมธุรกิจทั้งหมดจะใช้หุ้นเป็นสิ่งตอบแทน ไม่มีการชำระสิ่งตอบแทนเป็นเงินสด ภายหลังการรวมธุรกิจเสร็จสิ้น PTTGC จะถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน (JV) สัดส่วน 56% และ SCGC ถือหุ้น 44%

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการควบรวมธุรกิจ ได้แก่

1) สร้างผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค โดยผสานจุดแข็งของ PTTGC ซึ่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบจากการบูรณาการธุรกิจโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เข้ากับ SCGC ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายและ HVA ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้าจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และขยายฐานลูกค้า

2) เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ทั้งการใช้วัตถุดิบก๊าซ (Gas) และแนฟทา (Naphtha) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการวางแผนปิดซ่อมบำรุง รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ซ้ำซ้อน ตลอดจนเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

ทั้งนี้ คาดว่าจะเกิด Synergy อย่างต่อเนื่องทุกปี มูลค่ามากกว่า 5,100–6,800 ล้านบาท (150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยประโยชน์ดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม

**ชู PTTGC-SCC เป็นหุ้นเด่น

ฝ่ายวิจัยกรุงศรี คงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่มปิโตรเคมี โดยคงหุ้น PTTGC และ SCC เป็นหุ้น Top Picks มองว่าการหยุดชะงักของอุปทาน (Supply Disruption) ในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มทำให้กำลังการผลิตใหม่ทั่วโลกเลื่อนกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ส่งผลให้อุปทานใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดในระยะยาว และเร่งการปรับโครงสร้างกำลังการผลิต (Rationalization) ทั่วโลก

นอกจากนี้ แนวโน้มกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับความต้องการใช้ที่เติบโตตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป จะช่วยให้สมดุลอุปสงค์และอุปทานในช่วงปี 2569–2573 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปี 2564–2568 และเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่ผู้ผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเข้าสู่วงจรฟื้นตัวในระยะยาว

ทั้งนี้ คาดว่า PTTGC และ SCC จะได้รับประโยชน์อย่างโดดเด่นจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม ทั้งจากความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นหลังการร่วมทุน (JV) และการกลับมาเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่องของโรงงาน LSP ในช่วงครึ่งหลังปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตของ SCC

โดยแนะนำ"ซื้อ"หุ้น PTTGC ให้ราคาเป้าหมายที่ 59 บาท ส่วนหุ้น SCC แนะนำ"ซื้อ" เช่นกัน ให้ราคาเป้าหมายที่ 315 บาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง