เงินหายไปไหนหมด? "คนอเมริกันจมหนี้" รายจ่ายพุ่งแซงรายได้

เงินหายไปไหนหมด? ส่องวิกฤตหนี้คนอเมริกัน บทเรียนการเงินเตือนสติคนไทย
เคยไหม... เงินเดือนเพิ่งออกได้ไม่นาน แต่เงินในบัญชีกลับค่อย ๆ หายไปจนไม่เหลือเก็บ? ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่กำลังเป็นวิกฤตเงียบที่ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญอย่างหนัก เมื่ออัตราการเติบโตของภาระหนี้สินโตแซงหน้าเงินเดือนสูงถึง 8 เท่า
ผลศึกษาร่วมจาก The Century Foundation และ Protect Borrowers (อ้างอิงข้อมูลรายงานจาก CNBC) เผยว่า ในช่วงปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2569 แม้รายได้สุทธิครัวเรือนอเมริกันจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 109 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ภาระการชำระหนี้กลับโตขึ้นถึง 15% ขณะที่รายได้จริงหลังปรับเงินเฟ้อกลับโตไม่ถึง 2% ส่งผลให้หนี้สินเติบโตเร็วกว่ารายได้ราว 8 เท่า โดยครัวเรือนที่มีผู้หารายได้คนเดียว ต้องนำเงินที่หาได้เพิ่มขึ้นทุก 1 ดอลลาร์ ไปจ่ายหนี้สูงถึง 52 เซนต์
ปัจจัยสำคัญนอกจากหนี้ก้อนใหญ่อย่างรถยนต์หรือบัตรเครดิตแล้ว ยังมี "หนี้ที่มองไม่เห็น" อย่างบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later: BNPL) และรายการผ่อนชำระย่อยผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ยอดไม่เยอะ แต่เมื่อรวมกันหลายรายการกลับกลายเป็นภาระหนักหน่วง ข้อมูลจาก Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) ระบุว่า ครัวเรือนอเมริกันที่มีภาระผ่อนหนี้สูงเกิน 40% ของรายได้ พุ่งขึ้นไปถึง 8.6% ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่องและไร้เงินสำรองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
นอกจากนี้ แม้แต่ "หนี้ดี" เช่น สินเชื่อบ้าน หรือการศึกษา ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงได้หากค่างวดสูงเกินกำลัง ชูลซ์ (Matt Schulz) นักวิเคราะห์การเงินจาก LendingTree เตือนว่า การมองแค่ "ผ่อนไหวต่อเดือน" โดยไม่คำนวณดอกเบี้ยรวมและระยะเวลาสัญญา อาจทำให้ติดอยู่ในวงจรหนี้ยาวนาน
3 วิธีแก้วงจรหนี้พอกพูน:
รู้เงินจริง: ทำงบประมาณชัดเจน หักค่าใช้จ่ายและหนี้แล้วดู "เงินเหลือจริง"
ซื้อตามแผน: มีสติก่อนช้อป ป้องกันยอดผ่อนย่อยพอกพูน
เทียบเงื่อนไขก่อนกู้: มองดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อน ไม่ดูแค่งวดแรก
บทเรียนสำคัญ: รายได้ที่สูงขึ้นไม่ได้หมายถึงชีวิตที่ดีขึ้น หากหนี้สินยังโตไวรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การวัดว่า "เราหาเงินได้เท่าไหร่" แต่คือ "เราเหลือเงินเก็บเท่าไหร่" ต่างหาก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
