รีเซต

แครอทดิบ vs แครอทสุก กินแบบไหนดีกว่ากัน

แครอทดิบ vs แครอทสุก  กินแบบไหนดีกว่ากัน
TNN ช่อง16
19 มีนาคม 2569 ( 13:03 )

หลายคนเชื่อว่าการกินผักแบบ “ดิบ” คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาคุณค่าทางโภชนาการ แต่สำหรับ “แครอท” ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด งานวิจัยทางโภชนาการชี้ให้เห็นว่า การปรุงแครอทให้สุกสามารถช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารสำคัญอย่าง “เบต้าแคโรทีน” ได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เบต้าแคโรทีนคืออะไร และสำคัญอย่างไร?

เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในผักสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง และมันเทศ ร่างกายสามารถเปลี่ยนสารนี้ให้เป็นวิตามินเอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อ:

 • การมองเห็น โดยเฉพาะในที่แสงน้อย

 • ระบบภูมิคุ้มกัน

 • สุขภาพผิวหนัง

 • การเจริญเติบโตของเซลล์


ทำไมแครอทสุกจึงให้เบต้าแคโรทีนมากกว่า?

โครงสร้างของเซลล์พืชมีผนังเซลล์ที่แข็งแรง ซึ่งทำหน้าที่กักเก็บสารอาหารไว้ภายใน เมื่อเรากินแครอทดิบ ร่างกายจะเข้าถึงเบต้าแคโรทีนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

แต่เมื่อแครอทถูกปรุงสุก เช่น การต้ม นึ่ง หรือผัด:

 • ความร้อนจะช่วย “ทำลายผนังเซลล์พืช”

 • ทำให้เบต้าแคโรทีนถูกปลดปล่อยออกมา

 • เพิ่มความสามารถในการดูดซึมของร่างกาย

มีการศึกษาพบว่า การปรุงสุกสามารถเพิ่มการดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้มากถึงประมาณ 5–6 เท่า เมื่อเทียบกับการบริโภคแบบดิบ

วิธีปรุงแครอทให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แม้ว่าการปรุงจะช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร แต่ก็ต้องเลือกวิธีที่เหมาะสม:

1. ปรุงพร้อมไขมันเล็กน้อย

เบต้าแคโรทีนเป็นสารที่ละลายในไขมัน การกินร่วมกับน้ำมัน เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันรำข้าว จะช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น

2. หลีกเลี่ยงการปรุงนานเกินไป

ความร้อนสูงเป็นเวลานานอาจทำลายวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินซี ควรปรุงแบบพอดี เช่น:

 • นึ่ง

 • ผัดเร็ว (stir-fry)

 • ต้มไม่นาน

3. หั่นก่อนปรุง

การหั่นหรือบดจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิว ทำให้สารอาหารออกมาได้มากขึ้นเมื่อโดนความร้อน


แล้วแครอทดิบไม่มีประโยชน์เลยหรือ? ไม่ใช่เลย แครอทดิบยังคงมีข้อดี เช่น

 • ให้ไฟเบอร์สูง

 • ช่วยในการเคี้ยวและสุขภาพช่องปาก

 • มีวิตามินบางชนิดที่ไวต่อความร้อน

ดังนั้น แนวทางที่ดีที่สุดคือ “กินทั้งดิบและสุกสลับกัน” เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง