วางแผนการเงิน “ลงทุนเป็นเกมรุก-ประกันเป็นเกมรับ” เกษียณสุขมั่นคง มั่งคั่ง

หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “วางแผนทางการเงินที่ดี” โดยมักคิดกันว่า ขอแค่มี “เงินเก็บเงินออม” รับดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคารเฉยๆ ไปเรื่อยๆ จะทำให้คุณมีเงินไว้ใช้ไปยาวๆ จนถึงวัยเกษียณได้
จริงๆ แล้ว นี่ยังไม่ใช่การวางแผนการเงินที่ดีครับ และคุณก็ไปไม่ถึงเป้าหมายชีวิตเกษียณสุขด้วยครับ
เพราะเงินในวันนี้ มีมูลค่าที่ไม่เท่ากับเงินในวันข้างหน้า ลองคิดง่ายๆ ครับ ยกตัวอย่าง เมื่อ 10 ปีก่อน คุณยังใช้เงิน 20-30 บาทในการซื้อข้าวได้ 1 จาน แต่วันนี้ ราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 40-60 บาทต่อจานแล้ว และในอนาคต ข้าวจานนึงราคาเพิ่มเป็น 80-100 บาท ทำให้คุณต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นในการซื้อข้าว 1 จาน ซึ่งตั้งแต่ผมเกิดมาจนถึงวันนี้ ยังไม่เคยเห็นราคาข้าวขายลดลงมาเหลือ 20-30 บาทเหมือนอดีตเลยครับ มีแต่แพงขึ้น ต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้น
สะท้อนความเป็นจริงที่ว่า เงินเฟ้อคอยกัดกินเงินในมือคุณให้มีมูลค่าลดลงในอนาคตครับ ซึ่งภาษาทางการเงิน เรียกว่า Present Value (มูลค่าปัจจุบัน) คือ เงินในปัจจุบันมีค่ามากกว่าเงินในอนาคต เช่น เงิน 1 ล้านบาทในวันนี้ มีค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับ 1 ล้านบาทในอนาคต หากตีความง่ายๆ เงินในอนาคตมีแต่มูลค่าลดลง
จัดระเบียบทางการเงิน 4 ด้าน เสริมแกร่งความมั่นคง-มั่งคั่ง
หลายคนบอกมีรายได้เยอะ แต่เงินไม่พอใช้ตอนเกษียณ ก็เกิดขึ้นได้ครับ คุณล่ะ…เป็นแบบนั้นหรือเปล่า?
หรือแม้แต่คนที่ขยันทำงานหาเงิน แต่บางครั้งชีวิตแค่เกิดเหตุผิดพลาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญไปนั้น อนาคตคุณก็อาจแย่ได้เหมือนกันนะครับ เพราะการที่คุณไม่ได้เตรียมแผนป้องกันความเสี่ยง ทำให้ไม่มีเครื่องมือที่จะมาช่วยแบ่งเบาหรือลดภาระค่าใช้จ่ายหนักๆ ไหวครับ
ผมมั่นใจว่า เป้าหมายสุดท้ายของทุกคน ย่อมอยากมีชีวิตที่มั่นคงไปนานๆ ถึงบั้นปลายและกินอยู่แบบไม่ขัดสน ถ้าเกิดเจ็บป่วยก็มีเงินรักษาไปจนถึงยังมีไลฟ์สไตล์ที่ดีขึ้น แต่ทว่า เส้นทางของการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งในชีวิต จะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายนี้ได้ จะต้องเริ่มจากความตั้งใจทำแผนทางการเงินที่ดีและลงมือปฏิบัติตามแผนอย่างถูกหลักการ ซึ่งคนที่อยู่ในแวดวงการบริหารจัดการเงิน เรียกว่า “Wealth Management”
ก่อนอื่น อย่างแรกที่คุณต้องรู้และเข้าใจ Basic ว่า เงิน (Money) มีมูลค่าไม่เท่ากับ ความมั่งคั่ง (Wealth) เพราะแม้คุณจะมีเงินออมแต่ถ้าไม่ได้นำมาบริหารจัดการให้ดี ก็จะไม่งอกเงยก่อเกิดความมั่งคั่งเพิ่มมูลค่าในอนาคตได้หรอกครับ เมื่อคุณพอจะเห็นภาพแล้ว ผมจะพามาลงมือปฏิบัติการสร้าง Wealth กันครับ
เรามาดูวิธีจัดระเบียบทางการเงิน ด้วย “Wealth Management” ที่แท้จริง มี 4 ด้าน
- สร้างรายได้ (Earn)
วันนี้ คุณมีรายได้มั่นคงหรือยัง?
ถ้าคุณมีเงินเดือนหรือรายได้สม่ำเสมอ ก็ควรแยกประเภทให้ชัดเจน แบ่งค่าใช้จ่าย เงินออม และเงินลงทุนให้ชัดเจน ที่สำคัญ คุณต้องไม่ใช้จ่ายปะปนกันจนไม่เหลือเงินออมนะครับ การมีวินัยทางการเงินเป็นกุญแจที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายการสร้างความมั่งคั่งครับ
เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องรายจ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว อาจมองหารายได้เสริม ตามความสามารถหรืองานที่ถนัด ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จะมีอาชีพมากกว่า 1 ครับ บางคนอาชีพแรกเป็นรายได้ประจำให้คุณแต่ต้องขึ้นกับอาณัตินายจ้าง อาชีพที่สองเป็นอาชีพที่ชอบ ทางที่ใช่ ทำแล้วถูกจริต ทำเงินได้ เป็นเจ้านายตัวเอง หากคุณจัดสรรเวลาลงตัวทำต่อไปครับ เพราะทุกวันนี้ โลก AI พัฒนาไม่สิ้นสุดไม่มีใครตอบได้ว่า AI จะมาแทนที่ถึงจุดไหนครับ
- ทำเงินให้เติบโต (Growth) คือ เอาเงินไปลงทุนให้เติบโต สร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ได้
วันนี้ คุณบริหารเงินได้มีประสิทธิภาพหรือยัง?
เพราะเงินที่คุณสามารถเก็บออมได้แต่ละเดือน อาจไม่เพียงพอต่อแผนเกษียณ ดังนั้นการลงทุนให้เงินงอกเงยจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการให้เงินทำงานเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต เป็นตัวช่วยสำคัญในการวางแผนเกษียณครับ
โดยจะต้องเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่คุณมีความรู้ความเข้าใจ ลงทุนในระดับความเสี่ยงที่คุณรับไหว มีการจัดพอร์ตลงทุนที่สมดุล ซึ่งผมจะแนะนำเสมอสูตรจัดพอร์ต Core & Satellite สัดส่วน 80:20 ที่มีพอร์ตหลักลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัยและมั่นคงสร้างผลตอบแทนเข้ามาสม่ำเสมอแม้จะต่ำแต่ความเสี่ยงต่ำ ส่วนพอร์ตรอง เน้นลงทุนสร้างผลตอบแทนสูงในช่วงตลาดขาขึ้นของสินทรัพย์นั้นๆ แต่มีความเสี่ยงสูง จะต้องลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจและเชี่ยวชาญด้วย
นอกจากจัดพอร์ตแล้ว ยังต้องมีอีก 2 เครื่องมือสำคัญของการสร้างพอร์ตเติบโตแข็งแรง คือ เครื่องมือแรก การมีวินัยการลงทุนทั้งการ DCA ใส่เงินลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือนหรือกำหนดช่วงเวลาตามระดับรายได้ที่เข้ามาหรืออาจจะเป็นโบนัสแต่ละปี ซึ่งจะช่วยให้มีต้นทุนลงทุนอยู่ระดับกลางๆ ช่วยให้มีความผันผวนน้อยในยามที่ตลาดขาลงแรง และเครื่องมือที่สอง การปรับสมดุล (Rebalance) ให้พอร์ตลงทุนทั้ง 2 พอร์ตเมื่อสินทรัพย์ใดมีกำไรสูงจนเกินสัดส่วนเป้าหมายแล้ว จะต้องขายออกถือกำไรและรอจังหวะลงทุนรอบขาลงใหม่หรือจะไว้ใช้ใส่ DCA ก็สามารถทำได้
ผมมั่นใจว่า หากคุณวางแผนการลงทุนที่ดีตามหลักการที่ถูกต้องและลงทุนระยะยาวด้วย ปล่อยให้เงินลงทุนทบต้นได้ทำงานไปเรื่อยๆ คุณจะเห็นผลลัพธ์ของเงินที่สร้างการเติบโตให้พอร์ตได้ตามเป้าหมายทางการเงินของคุณครับ ผมขอบอกเลยว่า การลงทุน ช่วยเพิ่ม Upside ของชีวิตครับ และนี่คือ Wealth จากฝั่งการลงทุนครับ
3. ปกป้องความมั่นคง
วันนี้ คุณพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันแค่ไหน?
ถ้าคุณยังตอบไม่ได้ สิ่งที่ควรมีเตรียมไว้คือ เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน และประกัน ไม่ว่าจะประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ประกันภัยอุบัติเหตุ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยแบ่งเบาภาระหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ทุกคนมีวัฏจักรชีวิตที่เหมือนกัน คือ เกิด แก่ เจ็บตาย ดังนั้น การมีประกันภัยประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวกับภัยอุบัติเหตุ สุขภาพ คุ้มครองชีวิต อย่างน้อยๆ ประกันเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายช่วงที่ต้องนอนรักษาตัวครับ และทำให้คุณไม่ต้องถอนเงินลงทุนจากพอร์ตออกมาใช้ยามฉุกเฉินดังกล่าว ผมมองว่า ประกันภัยถือเป็น Wealth Protection ช่วยบริหารความเสี่ยง Downside ของชีวิตได้อย่างดีครับ
แต่หากคุณไม่มีประกันภัยไว้รับมือภัยฉุกเฉิน เงินสำรองฉุกเฉินมีไม่เพียงพอในยามที่ชีวิตเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ก็อาจจะนำซึ่งความจำเป็นในการถอนเงินออกจากพอร์ตมาใช้หากเกิดเหตุอยู่ในกรณีตลาดขาขึ้นก็อาจต้องนำกำไรออกมาได้ แต่หากเป็นกรณีตลาดขาลง เท่ากับต้องขายขาดทุน นั่นอาจจะกลายเป็นเงินลงทุนหดหายไปอย่างรวดเร็วได้ ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ ก็ตาม หากมีการถอนเงินลงทุนออกมา จะกระทบต่อพลังดอกเบี้ยทบต้นของเงินลงทุนทั้งพอร์ตครับ และหาก จู่ๆ เงินในพอร์ตลดฮวบ ท้ายที่สุดคุณก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการวางแผนเพื่อชีวิตหลังเกษียณได้สำเร็จ
และ 4. สุดท้าย Wealth Transfer คือ การวางแผนเพื่อส่งต่อความมั่งคั่ง ทรัพย์สินมรดกต่างๆ ให้แก่ทายาทหรือคนในครอบครัวหลังคุณเสียชีวิต ซึ่งรวมๆ แล้วมีมูลค่าสูงทั้งจากทรัพย์สินที่ลงทุนและผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทำประกันต่างๆ ทั้งหมด ซึ่ง Wealth Transfer ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้คนที่อยู่ข้างหลังรู้สึกอุ่นใจที่มีฐานะการเงินมั่นคงสามารถเดินหน้า ใช้ชีวิตต่อไปและส่งต่อไปอีกหลายเจนเนอเรชั่น และที่สำคัญผู้ส่งมอบ Wealth Transfer ก็จะจากไปอย่างสงบและไม่ติดค้างคาใจใดๆ
สามเหลี่ยมทางการเงินที่มั่นคง “ลงทุน-ประกัน-เงินฉุกเฉิน”
หลายคนตั้งคำถามต่อไปอีกว่า ตกลงควรลงทุนก่อนหรือทำประกันก่อนดี
คำตอบของผมสรุปสั้น “Investment เพิ่ม upside ของชีวิต ส่วน Insurance ปกป้อง downside ของชีวิต”
แปลง่ายๆ คือ การลงทุนเป็นเกมรุก หน้าที่หลักการลงทุน คือ เพิ่ม “เงิน” ลงทุนให้เติบโต เพื่อให้ชีวิตมีความมั่งคั่งในระยะยาว
การลงทุนเป็นเกมรุก เพราะเงินกำลังทำงานให้เราผ่านการลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ที่ผมได้กล่าวไปในช่วงต้น (Wealth Management) แล้ว ซึ่งเมื่อคุณลงทุน DCA เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เท่ากับพอร์ตของคุณมีพลังทบต้นที่คอยสร้างผลตอบแทนที่เติบโตไปเรื่อยๆ ในอนาคต นี่คือคำตอบของการลงทุน เข้ามาทำหน้าที่หลักในการสร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวย ประคองชีวิตหลังเกษียณที่ดี และที่สำคัญช่วงคุณเกษียณก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนทำงานเพื่อแลกกับเงินเหมือนสมัยวัยทำงานครับ
ผมขอขยายความเรื่องรายได้จากการลงทุนมาจาก 2 แบบหลักๆ คือ
- กำไรเพิ่มขึ้น มาจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือ Capital gain ของทรัพย์สินที่ลงทุน อาทิ พันธบัตร หุ้น ทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
- รายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทน (Yield) จากพันธบัตร เงินปันผลต่างๆ ดอกเบี้ยที่ไหลออกมาเรื่อยๆ ที่สม่ำเสมอ
ส่วนประกันภัย (Insurance) เป็นเกมรับ ทำหน้าที่หลัก “ปกป้อง” ความสามารถในการหาเงิน การใช้ชีวิตของคุณ เพราะรายได้ที่คุณหามาได้ในแต่ละวันแต่ละเดือน จริงๆ มาจากความสามารถในการทำงานที่เรียกกันว่า เป็น Human Captial
พูดง่ายๆ ว่า ถ้าวันนี้คุณยังต้องทำงานและพึ่งรายได้จากงานของคุณอยู่ โดยไม่ได้มีรายได้ทางอื่น หากวันนึงเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น บาดเจ็บหนัก อุบัติเหตุ ทำให้คุณไม่สามารถทำงานต่อไปได้ จำเป็นหยุดพักรักษาตัว ไม่ว่าจะเป็นเวลาสั้นหรือระยะยาวแล้วแต่เหตุนั้นๆ
กรณีเป็นมนุษย์เงินเดือนและเกิดจำเป็นต้องรักษาตัวในระยะสั้น อาจจะกระทบต่อการทำงานหารายได้ระดับนึง แต่หากเกิดจำเป็นต้องรักษาตัวนานเป็นปี และอาจจะกระทบต่อการตัดสินใจจ้างงานของนายจ้างได้ นั่นหมายถึง เงินเดือนหรือรายได้ทุกเดือนจะหายไปทันที หรือคนที่เป็นเจ้าของกิจการอาจจะกระทบต่อการบริหารธุรกิจ
แต่หากคุณเป็นคนทำงานอิสระอาจจะกระทบหนักกว่า หากไม่สามารถทำงานหาเงินได้ รายได้ที่เคยไหลเข้ามาบัญชีทุกๆ เดือน จู่ๆ เงินหายไป คงไม่ดีนัก จริงไหมครับ
เหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ การมีประกันภัยต่างๆ จึงมีความสำคัญมากเหมือนเป็น “ตาข่ายนิรภัย” ที่จะมาช่วยไม่ให้เหตุการณ์ที่ผิดพลาดครั้งใดครั้งนึงจะกระทบไปถึงคนข้างหลังต้องพังไปด้วย และกลายเป็นว่า ระบบทางการเงินที่คุณสร้างมาทั้งหมด ต้องเจ๊งรวด
ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมฉายภาพ ไม่ได้จะบอกว่า การลงทุนมันไม่ดี แต่การลงทุนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องความเสี่ยง ณ ขณะปัจจบุันหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
การลงทุนที่ดี คือ การลงทุนระยะยาว ซึ่งแน่นอนว่า การลงทุนจะปกป้องคุณได้ต่อเมื่อพอร์ตเติบใหญ่ได้ในระยะเวลายาว แต่ถ้าพอร์ตยังเล็ก หากคุณเกิดความเสี่ยงใดๆ ขึ้นมา พอร์ตเล็กนี้อาจจะยังป้องกันให้คุณไม่ได้ และเงินที่เก็บมา 2-3 ปี จู่ๆ อาจถูกดึงออกมาใช้แล้วมันจะหายไปเลยในพริบตา
เพราะฉะนั้น หากถามต่อว่า จะต้องทำประกันก่อนใช่ไหม?
คำตอบของผม คือ “มันก็ไม่จำเป็นเสมอไป”
จริงๆ แล้ว คุณจะต้องมีกรอบความคิดให้ครบ 3 เสาหลัก (Three Pilar) ของการวางแผนทางการเงิน คือ เสาแรก Protection หรือการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เสาที่สอง Liquidity หรือสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งจะเป็นส่วนของเงินสำรองหรือเงินฉุกเฉิน ที่จะสามารถหยิบใช้ได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม เงินสภาพคล่องนี้จะต้องมีเก็บไว้จำนวนหนึ่งเตรียมพร้อมเสมอ และเสาสุดท้าย Growth ทำเงินให้เติบโตในระยะยาว เพื่อให้เงินก้อนนี้กลับมาดูแลในอนาคตเพราะเป็นช่วงเวลาที่ทำงานไม่ไหวแล้ว
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าอะไรจะสำคัญกว่ากัน แต่ประเด็นคือ ทั้งสภาพคล่อง การป้องกัน การเติบโตของเงิน ล้วนมีความสำคัญกันคนละด้าน จึงไม่ควรจะขาดสิ่งใดสิงหนึ่งในชีวิตคุณไปเลย
ผมขอย้ำว่า ถ้าคุณต้องการสร้างสามเหลี่ยมทางการเงินที่มั่นคง คุณจะต้องมีเงินเผื่อฉุกเฉิน เรื่องของประกันปกป้องความคุ้มครอง และเรื่องการเติบโตของเงิน เพื่อที่จะมาดูแลในอนาคต
ผมหวังว่า บทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนโดยเฉพาะคนวัยเริ่มทำงานเริ่มเห็นความสำคัญกับการจัดระเบียบทางการเงินที่ดี และสามารถวางแผนที่เกี่ยวกับเรื่อง Wealth Management ได้ถูกหลักการ เพราะจะทำให้ชีวิตคุณบรรลุเป้าหมายอิสรภาพทางการเงิน และมีไลฟ์สไตล์เกษียณสุขสำราญมีความเป็นอยู่ที่ดี (Financial Wellbeing) แฮปปี้ไร้กังวลครับ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
