"วิกฤตทองคำ"? รัฐบาลอินเดียขอประชาชนงดซื้อทอง 1 ปี พร้อมขึ้นภาษีทอง-เงิน 2.5 เท่า หวังแก้รูปีดิ่ง สกัดเงินไหลออก

"วิกฤตทองคำ" อินเดียส่งสัญญาณเตือนโลก? เมื่อรัฐบาลขอให้ประชาชนหยุดซื้อทองคำ 1 ปี พร้อมขึ้นภาษีทองคำและโลหะเงิน ต้านแรงนำเข้า
คำขอที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอินเดีย และทำให้โลกต้องหันมาฟัง หลังจากมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้ออกมาขอความร่วมมือประชาชนให้ลดการซื้อทองคำ รวมถึงลดการเดินทางต่างประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างหนัก
สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการประหยัดทั่วไป แต่หลายฝ่ายมองว่า นี่คือ “สัญญาณฉุกเฉิน” ที่สะท้อนว่าอินเดียกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า และเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากประเทศ
สำหรับคนอินเดีย “ทองคำ” ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ถูกใช้ทั้งในพิธีแต่งงาน งานศาสนา การเก็บออม และการส่งต่อมรดกในครอบครัว
ดังนั้น การที่รัฐบาลต้องออกมาขอให้ประชาชน “งดซื้อทอง” จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ และอาจสะท้อนว่าปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ลึกกว่าที่หลายคนคิด
อินเดียไม่หยุดแค่ “ขอร้อง” แต่ขึ้นภาษีทอง-เงินกว่า 2.5 เท่าทันที
หลังคำขอของรัฐบาลเพียงไม่กี่วัน อินเดียเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทันที ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและโลหะเงินจาก 6% เป็น 15% ในเดือนพฤษภาคม 2026 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า
เป้าหมายสำคัญคือ
* ลดการนำเข้าทองคำ
* ลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี
* ลดการไหลออกของดอลลาร์สหรัฐ
* รักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
มาตรการนี้ถูกจับตาอย่างมาก เพราะอินเดียคือประเทศผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจาก จีน
ดังนั้น เมื่อพฤติกรรมการซื้อทองของชาวอินเดียเปลี่ยน ย่อมส่งผลต่อตลาดทองคำโลก ค่าเงิน ตลาดพลังงาน และเศรษฐกิจเอเชียโดยรวม
ทำไมอินเดียต้อง “ขอร้อง” ให้หยุดซื้อทอง
คำตอบ คือ เพราะทุกการซื้อทอง คือการใช้ดอลลาร์ หัวใจสำคัญของปัญหา คือ “ดอลลาร์สหรัฐ”
แม้อินเดียจะเป็นประเทศที่มีความต้องการทองคำสูงมาก แต่กลับแทบไม่มีเหมืองทองขนาดใหญ่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ทำให้อินเดียต้องนำเข้าทองคำเกือบทั้งหมด และทุกครั้งที่มีการนำเข้าทอง ก็หมายถึงการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐชำระค่าสินค้า
ในภาวะปกติ เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในปี 2026 สถานการณ์แตกต่างออกไป เพราะสงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก มีผลทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
อินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ของความต้องการภายในประเทศ จึงต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลในการซื้อพลังงาน เมื่อรวมต้นทุนนำเข้าพลังงานกับทองคำ มูลค่าการนำเข้าของอินเดียจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
รายงานของ Reuters ระบุว่า ดุลการชำระเงินของอินเดียอาจขาดดุลสูงถึง 66,000-70,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณนี้ จากเดิมที่ปีก่อนขาดดุลเพียง 26,000-28,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ Bloomberg วิเคราะห์ว่า อินเดียกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งราคาพลังงาน ค่าเงิน และการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องพยายามรักษาทุนสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ให้มากที่สุด
ในบริบทนี้ “ทองคำ” จึงถูกมองว่าเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน แม้จะมีความสำคัญทางวัฒนธรรมก็ตาม
ทองคำคือ “หัวใจ” ของสังคมอินเดีย มากกว่าเครื่องประดับ คือทรัพย์สินและศักดิ์ศรี
สิ่งที่ทำให้คำขอของรัฐบาลอินเดียสร้างแรงสั่นสะเทือนมาก คือทองคำมีความหมายต่อคนอินเดียมากกว่าหลายประเทศ
สำหรับครอบครัวชาวอินเดีย ทองคำคือทรัพย์สินสำรอง เป็นมรดก และเป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางสังคม
ในงานแต่งงาน เจ้าสาวชาวอินเดียมักสวมทองคำจำนวนมากตามธรรมเนียม ขณะที่หลายครอบครัวนิยมซื้อทองเก็บไว้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก และมอบทองเป็นของขวัญในเทศกาลสำคัญ
นอกจากนี้ คนอินเดียจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ยังมองทองคำเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นหรือกองทุน
ปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้อินเดียกลายเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด
ดังนั้น การที่ผู้นำประเทศต้องออกมาขอให้ประชาชน “งดซื้อทอง” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อินเดียไม่ได้ขอแค่เรื่องทอง แต่ขอให้ประชาชน “ประหยัดทุกอย่าง”
มาตรการของรัฐบาลอินเดียไม่ได้จำกัดเฉพาะทองคำเท่านั้น เพราะนายกรัฐมนตรีของอินเดียยังขอให้ประชาชนร่วมกันลดการใช้เงินตราต่างประเทศในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น
* ลดการใช้น้ำมัน
* ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
* กลับไปทำงานจากบ้าน (Work From Home)
* ลดการเดินทางต่างประเทศ
* ชะลอการจัดงานแต่งในต่างประเทศ
* ลดการบริโภคน้ำมันพืชนำเข้า
* สนับสนุนสินค้าในประเทศ
ทั้งหมดสะท้อนว่า รัฐบาลกำลังพยายามลดการไหลออกของดอลลาร์สหรัฐอย่างจริงจัง และนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า นี่คือ “มาตรการประหยัดระดับชาติ” แม้อินเดียจะยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตการเงินเต็มรูปแบบก็ตาม
ค่าเงินรูปีอ่อนหนัก หนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่าที่สุด
อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อินเดียต้องเร่งลดการนำเข้าทอง คือค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ค่าเงินรูปีอ่อนค่าราว 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ และกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่ามากที่สุด
ธนาคารกลางอินเดียต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดเงิน รวมถึงขายดอลลาร์เพื่อชะลอการอ่อนค่าของรูปี และปัญหาคือ เมื่อค่าเงินอ่อน การนำเข้าทองก็ยิ่งแพงขึ้น เพราะต้องใช้เงินรูปีมากขึ้นในการซื้อดอลลาร์
ผลกระทบที่ตามมา ได้แก่
* เงินเฟ้อนำเข้าเพิ่มขึ้น
* ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น
* ราคาสินค้าในประเทศแพงขึ้น
* ภาระดุลบัญชีเดินสะพัดหนักขึ้น
รัฐบาลจึงมองว่า การลดการนำเข้าทองคือหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการลดแรงกดดันต่อค่าเงิน
อินเดียเคยใช้วิธีนี้มาแล้ว และเคยเกิดปัญหา “ลักลอบนำเข้าทอง”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินเดียพยายามสกัดการนำเข้าทองคำ ในช่วงปี 2012-2013 อินเดียเคยเผชิญวิกฤตค่าเงินรูปีอ่อนหนัก รัฐบาลในเวลานั้นจึงขึ้นภาษีนำเข้าทองหลายครั้ง เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวนำไปสู่ผลข้างเคียงสำคัญ คือ “การลักลอบนำเข้าทอง” เมื่อภาษีสูงเกินไป ราคาทองในประเทศจะสูงกว่าตลาดโลกมาก จนเปิดช่องให้เครือข่ายลักลอบค้าทองทำกำไร
Reuters วิเคราะห์ว่า การขึ้นภาษีรอบใหม่อาจทำให้การลักลอบนำเข้าทองกลับมาอีกครั้ง หลังเคยลดลงในปี 2024 ตอนรัฐบาลลดภาษีนำเข้าเหลือ 6%
สัญญาณเตือนเศรษฐกิจโลก เมื่อสงครามกระทบชีวิตคนธรรมดา
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ข่าว “คนอินเดียงดซื้อทอง”แต่คือภาพสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เปราะบางมากขึ้น จากสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และการไหลออกของเงินทุน
และสิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือสงครามไม่ได้กระทบแค่รัฐบาลหรือมหาอำนาจ แต่กำลังกระทบถึงชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่ราคาน้ำมัน ค่าเงิน ไปจนถึงการซื้อทองคำเก็บออม
อินเดียจึงกำลังส่งสัญญาณสำคัญให้โลกเห็นว่า ในยุคเศรษฐกิจผันผวน “การรักษาเงินตราต่างประเทศ” อาจกลายเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติอีกครั้ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
