รีเซต

"วิกฤตทองคำ"? รัฐบาลอินเดียขอประชาชนงดซื้อทอง 1 ปี พร้อมขึ้นภาษีทอง-เงิน 2.5 เท่า หวังแก้รูปีดิ่ง สกัดเงินไหลออก

"วิกฤตทองคำ"? รัฐบาลอินเดียขอประชาชนงดซื้อทอง 1 ปี พร้อมขึ้นภาษีทอง-เงิน 2.5 เท่า หวังแก้รูปีดิ่ง สกัดเงินไหลออก
TNN ช่อง16
23 พฤษภาคม 2569 ( 08:00 )
9

"วิกฤตทองคำ" อินเดียส่งสัญญาณเตือนโลก? เมื่อรัฐบาลขอให้ประชาชนหยุดซื้อทองคำ 1 ปี พร้อมขึ้นภาษีทองคำและโลหะเงิน ต้านแรงนำเข้า 


คำขอที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอินเดีย และทำให้โลกต้องหันมาฟัง หลังจากมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้ออกมาขอความร่วมมือประชาชนให้ลดการซื้อทองคำ รวมถึงลดการเดินทางต่างประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างหนัก


สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการประหยัดทั่วไป แต่หลายฝ่ายมองว่า นี่คือ “สัญญาณฉุกเฉิน” ที่สะท้อนว่าอินเดียกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า และเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากประเทศ


สำหรับคนอินเดีย “ทองคำ” ไม่ใช่เพียงสินทรัพย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ถูกใช้ทั้งในพิธีแต่งงาน งานศาสนา การเก็บออม และการส่งต่อมรดกในครอบครัว


ดังนั้น การที่รัฐบาลต้องออกมาขอให้ประชาชน “งดซื้อทอง” จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ และอาจสะท้อนว่าปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ลึกกว่าที่หลายคนคิด


อินเดียไม่หยุดแค่ “ขอร้อง” แต่ขึ้นภาษีทอง-เงินกว่า 2.5 เท่าทันที


หลังคำขอของรัฐบาลเพียงไม่กี่วัน อินเดียเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทันที ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและโลหะเงินจาก 6% เป็น 15% ในเดือนพฤษภาคม 2026 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า


เป้าหมายสำคัญคือ


* ลดการนำเข้าทองคำ

* ลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี

* ลดการไหลออกของดอลลาร์สหรัฐ

* รักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ


มาตรการนี้ถูกจับตาอย่างมาก เพราะอินเดียคือประเทศผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจาก จีน


ดังนั้น เมื่อพฤติกรรมการซื้อทองของชาวอินเดียเปลี่ยน ย่อมส่งผลต่อตลาดทองคำโลก ค่าเงิน ตลาดพลังงาน และเศรษฐกิจเอเชียโดยรวม


ทำไมอินเดียต้อง “ขอร้อง” ให้หยุดซื้อทอง


คำตอบ คือ  เพราะทุกการซื้อทอง คือการใช้ดอลลาร์ หัวใจสำคัญของปัญหา คือ “ดอลลาร์สหรัฐ”


แม้อินเดียจะเป็นประเทศที่มีความต้องการทองคำสูงมาก แต่กลับแทบไม่มีเหมืองทองขนาดใหญ่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ทำให้อินเดียต้องนำเข้าทองคำเกือบทั้งหมด และทุกครั้งที่มีการนำเข้าทอง ก็หมายถึงการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐชำระค่าสินค้า


ในภาวะปกติ เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในปี 2026 สถานการณ์แตกต่างออกไป เพราะสงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก มีผลทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


อินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ของความต้องการภายในประเทศ จึงต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลในการซื้อพลังงาน เมื่อรวมต้นทุนนำเข้าพลังงานกับทองคำ มูลค่าการนำเข้าของอินเดียจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว


รายงานของ Reuters ระบุว่า ดุลการชำระเงินของอินเดียอาจขาดดุลสูงถึง 66,000-70,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณนี้ จากเดิมที่ปีก่อนขาดดุลเพียง 26,000-28,000 ล้านดอลลาร์


ขณะที่ Bloomberg วิเคราะห์ว่า อินเดียกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งราคาพลังงาน ค่าเงิน และการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องพยายามรักษาทุนสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ให้มากที่สุด


ในบริบทนี้ “ทองคำ” จึงถูกมองว่าเป็นสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน แม้จะมีความสำคัญทางวัฒนธรรมก็ตาม


ทองคำคือ “หัวใจ” ของสังคมอินเดีย มากกว่าเครื่องประดับ คือทรัพย์สินและศักดิ์ศรี


สิ่งที่ทำให้คำขอของรัฐบาลอินเดียสร้างแรงสั่นสะเทือนมาก คือทองคำมีความหมายต่อคนอินเดียมากกว่าหลายประเทศ


สำหรับครอบครัวชาวอินเดีย ทองคำคือทรัพย์สินสำรอง เป็นมรดก และเป็นสัญลักษณ์ของฐานะทางสังคม


ในงานแต่งงาน เจ้าสาวชาวอินเดียมักสวมทองคำจำนวนมากตามธรรมเนียม ขณะที่หลายครอบครัวนิยมซื้อทองเก็บไว้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก และมอบทองเป็นของขวัญในเทศกาลสำคัญ


นอกจากนี้ คนอินเดียจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ยังมองทองคำเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” มากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นหรือกองทุน


ปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้อินเดียกลายเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด


ดังนั้น การที่ผู้นำประเทศต้องออกมาขอให้ประชาชน “งดซื้อทอง” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย



อินเดียไม่ได้ขอแค่เรื่องทอง แต่ขอให้ประชาชน “ประหยัดทุกอย่าง”


มาตรการของรัฐบาลอินเดียไม่ได้จำกัดเฉพาะทองคำเท่านั้น เพราะนายกรัฐมนตรีของอินเดียยังขอให้ประชาชนร่วมกันลดการใช้เงินตราต่างประเทศในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น


* ลดการใช้น้ำมัน

* ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

* กลับไปทำงานจากบ้าน (Work From Home)

* ลดการเดินทางต่างประเทศ

* ชะลอการจัดงานแต่งในต่างประเทศ

* ลดการบริโภคน้ำมันพืชนำเข้า

* สนับสนุนสินค้าในประเทศ


ทั้งหมดสะท้อนว่า รัฐบาลกำลังพยายามลดการไหลออกของดอลลาร์สหรัฐอย่างจริงจัง และนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า นี่คือ “มาตรการประหยัดระดับชาติ” แม้อินเดียจะยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตการเงินเต็มรูปแบบก็ตาม



ค่าเงินรูปีอ่อนหนัก หนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่าที่สุด


อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อินเดียต้องเร่งลดการนำเข้าทอง คือค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ค่าเงินรูปีอ่อนค่าราว 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้ และกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่ามากที่สุด


ธนาคารกลางอินเดียต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดเงิน รวมถึงขายดอลลาร์เพื่อชะลอการอ่อนค่าของรูปี และปัญหาคือ เมื่อค่าเงินอ่อน การนำเข้าทองก็ยิ่งแพงขึ้น เพราะต้องใช้เงินรูปีมากขึ้นในการซื้อดอลลาร์


ผลกระทบที่ตามมา ได้แก่


* เงินเฟ้อนำเข้าเพิ่มขึ้น

* ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น

* ราคาสินค้าในประเทศแพงขึ้น

* ภาระดุลบัญชีเดินสะพัดหนักขึ้น


รัฐบาลจึงมองว่า การลดการนำเข้าทองคือหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการลดแรงกดดันต่อค่าเงิน


อินเดียเคยใช้วิธีนี้มาแล้ว และเคยเกิดปัญหา “ลักลอบนำเข้าทอง”


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินเดียพยายามสกัดการนำเข้าทองคำ ในช่วงปี 2012-2013 อินเดียเคยเผชิญวิกฤตค่าเงินรูปีอ่อนหนัก รัฐบาลในเวลานั้นจึงขึ้นภาษีนำเข้าทองหลายครั้ง เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน 


อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวนำไปสู่ผลข้างเคียงสำคัญ คือ “การลักลอบนำเข้าทอง” เมื่อภาษีสูงเกินไป ราคาทองในประเทศจะสูงกว่าตลาดโลกมาก จนเปิดช่องให้เครือข่ายลักลอบค้าทองทำกำไร


Reuters วิเคราะห์ว่า การขึ้นภาษีรอบใหม่อาจทำให้การลักลอบนำเข้าทองกลับมาอีกครั้ง หลังเคยลดลงในปี 2024 ตอนรัฐบาลลดภาษีนำเข้าเหลือ 6%


สัญญาณเตือนเศรษฐกิจโลก เมื่อสงครามกระทบชีวิตคนธรรมดา 


เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ข่าว “คนอินเดียงดซื้อทอง”แต่คือภาพสะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เปราะบางมากขึ้น จากสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และการไหลออกของเงินทุน


และสิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือสงครามไม่ได้กระทบแค่รัฐบาลหรือมหาอำนาจ แต่กำลังกระทบถึงชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่ราคาน้ำมัน ค่าเงิน ไปจนถึงการซื้อทองคำเก็บออม


อินเดียจึงกำลังส่งสัญญาณสำคัญให้โลกเห็นว่า ในยุคเศรษฐกิจผันผวน “การรักษาเงินตราต่างประเทศ” อาจกลายเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติอีกครั้ง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง