รีเซต

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ร่วงต่ำสุดในรอบ 42 เดือน กังวลสงคราม-น้ำมันแพง

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค  พ.ค. ร่วงต่ำสุดในรอบ 42 เดือน  กังวลสงคราม-น้ำมันแพง
TNN ช่อง16
11 มิถุนายน 2569 ( 16:14 )
14

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน พ.ค. 69 อยู่ที่ 49.5 ปรับตัวลดลงจาก 50.6 ในเดือน เม.ย. โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 65 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน 


ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วแค่ไหนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด 


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 43.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 47.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 57.9


สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. จะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิ.ย. เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนก.ย.69

*ลุ้นใช้จ่าย "ไทยช่วยไทย พลัส" หนุนดัชนีเชื่อมั่นฯ มิ.ย.ปรับตัวขึ้น


นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนพ.ค.69 ยังปรับตัวลดลง แม้ประชาชนจะเริ่มรับรู้ว่ารัฐบาลเตรียมออกโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40" ก็ตามนั้น เป็นเพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ในช่วงปลายเดือนพ.ค. แต่การจับจ่ายใช้สอยยังไม่ได้เกิดขึ้น เม็ดเงินยังไม่เริ่มลงไปสู่ระบบ 


ดังนั้น จะต้องจับตาดูในช่วงเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้จ่ายตามสิทธิที่ประชาชนได้รับในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40" ที่จะเริ่มเห็นเม็ดเงินราว 5-6 หมื่นล้านบาท ลงไปสู่เศรษฐกิจฐานราก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการใช้จ่ายในพื้นที่ และเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งน่าจะมีผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. ปรับตัวดีขึ้นได้


"เราเชื่อว่าในเดือนมิ.ย. เงินจากไทยช่วยไทยพลัส ประมาณเดือนละ 60,000 ล้านบาท รวมกับมีบอลโลก ที่คาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท น่าจะช่วยกระตุกบรรยากาศของเดือนมิ.ย. และ ก.ค. ทำให้เรามีมุมมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค น่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น" นายธนวรรธน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องสงครามในตะวันออกกลางด้วยเช่นกันว่าสถานการณ์จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือยืดเยื้อต่อเนื่องหรือไม่


ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายธนวรรธน์ ย้ำว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ GDP ขยายตัวได้เพียง 1.2% และหลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาเป็น 2.5% ในไตรมาส 4/68 และล่าสุดไตรมาส 1/69 GDP ขยายตัวได้ 2.8% ส่วนในระยะถัดไป เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากน้อยขนาดไหนนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางด้วยว่าจะสามารถคลี่คลายลงได้หรือไม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะส่งผลมากน้อยเพียงใด


ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับ 2% และยังมีโอกาสจะเติบโตได้มากกว่านั้นได้ คือ อยู่ที่ 2-2.5%

ส่วนสถานการณ์ด้านแรงงานในประเทศนั้น นายธนวรรธน์ เห็นว่า อัตราการว่างงานของไทย ซึ่งอยู่ที่ 0.9% นั้นถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งแตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่อัตราการว่างงานสูงถึง 3-5% ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการว่างงาน


"อัตราการว่างงานไม่ได้สูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 0.9-1% ถือว่าเป็นกรอบที่มีการจ้างงานเต็มที่ พอดี และยังไม่มีการปลดคนงานอย่างเห็นได้ชัด เพราะสถิติการว่างงานยังไม่เกิด แต่อาจเห็นข่าวการปิดกิจการบ้าง หรือมีข่าวการปลดคนงานบ้าง คิดว่ามาจากสาเหตุที่ธุรกิจนั้น ๆ ไม่สามารถสู้ค่าแรงได้ ไม่มีสภาพคล่องในการจ้างงานต่อได้ และที่สำคัญอาจมีการปรับไปใช้เทคโนโลยี หรือ AI เข้ามาช่วยในการทำงานแทน จึงทำให้การจ้างงานใหม่ไม่เกิดขึ้น" นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลอัดเม็ดเงิน 1.7 แสนล้านบาทก้อนแรกใน พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 2.5 แสนล้านบาทน้น จะช่วยในการประคองเศรษฐกิจ และประคองการจ้างงานได้ เพียงแต่ธุรกิจบางกลุ่มอาจไม่ได้สดใสมากนัก เนื่องจากมีการแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขายสินค้าทางออนไลน์


อย่างไรก็ดี จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยผ่อนคลายภาระดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม และเปิดช่องให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยกู้ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ก็จะทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง