SSP-PRIMEส้มหล่นG7 เร่งรุกพลังงานทดแทน

SSP-PRIMEส้มหล่นG7 เร่งรุกพลังงานทดแทน
ทันหุ้น
15 มิถุนายน 2564 ( 08:45 )
52
SSP-PRIMEส้มหล่นG7 เร่งรุกพลังงานทดแทน

 

ทันหุ้น- SSP ชี้ G7 เลิกหนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินปีนี้ ส่งเสริมโรงไฟฟ้าทดแทนชัดเจน ชี้วัคซีน-EV ช่วยดันการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง ใกล้จ่ายไฟฟ้าเพิ่มQ3 นี้ ด้าน PRIME ชี้ประกาศ G7 ให้เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินปีนี้ไวมาก ดันงานประมูลโรงไฟฟ้าพุ่ง ชี้ได้ประโยชน์ทั้งการคว้ากำลังผลิตเพิ่ม ขณะที่งานก่อสร้าง -เทรดดิ้งรับด้วย

 

นายวรุฒม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า การที่กลุ่ม G7 ออกแถลงการณ์หลังการประชุมสุดยอดที่สหราชอาณาจักร ประกาศยุติการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินภายในปี 2564 นั้น จะช่วยส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม ออกมาเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ซึ่งบริษัทนับว่าดำเนินการในด้านโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอยู่แล้ว ได้มีการเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะโอกาสที่จะสูงขึ้นมาก จากการฉีดวัคซีนและแนวโน้มการกลับมาเปิดเมือง ซึ่งจะทำให้การบริโภค การเดินโรงงานกลับมาเป็นปกติ รวมไปถึงทิศทางของการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น

 

@ SSP รุกอาเซียน

โดยในในไตรมาส 3 นี้ บริษัทเตรียมที่จะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ในส่วนวินด์ฟาร์มในประเทศเวียดนาม กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ ก็จะมีการจ่ายไฟปีนี้ รวมเป็นกำลังการผลิตเพิ่มเติม 70 เมกกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดกำลังการผลิต 9.9 เมกกะวัตต์ ที่เข้าลงทุนในสัดส่วน 100% ในจังหวัดนครราชสีมา ในเบื้องต้นได้มีการประเมิน IRR แล้ว คาดว่าจะสามารถให้ผลตอบแทนสูงถึง 10% และคาดจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 7 ปี ราคารับซื้อไฟฟ้ารูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย โดยขณะนี้เหลือระยะเวลาสัมปทานอีก 18 ปี โดยทำให้ SSP จะสามารถรับรู้รายได้และกำไรจากการจำหน่ายไฟฟ้าเข้ามาในช่วงไตรมาส 3/2564

 

ทั้งนี้บริษัทยังเดินหน้าในการศึกษาลงทุนโครงการพลังงานทดแทนต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยฉพาะกลุ่มประเทศเอเซียและ อาเซียน จำนวนหลายโครงการ อย่างในประเทศบริษัทมีการเจราซื้อกิจการ (M&A) โครงการ SPP หรือ VSPP จำนวน 1-2 โครงการ ซึ่งหากสามารถปิดดีลได้จะผลักดันให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยนโยบายการลงทุนจะต้องมีอัตราผลตอบแทน หรือ IRR ไม่ต่ำกว่า 10% โดยบริษัทยังคงเป้าหมายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 400 เมกะวัตต์

 

@ PRIME ได้ประโยชน์ครบ

นายสมประสงค์ ปัญจะลักษณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIME เปิดเผยว่า การที่ G7 ประกาศไม่สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น อันที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นเรื่องที่คุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจาก การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินคือสาเหตุใหญ่ที่สุดของการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก และไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะรักษาอุณหภูมิให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ดีที่น่าตกใจคือการประกาศยุติการสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินทันทีในปีนี้ ซึ่งนับว่าเร็วมาก ซึ่งจะส่งผลให้หลายๆ ภูมิภาคมีโอกาสที่จะเปิดให้ยื่นเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งแสงอาทิตย์ และลม มากกว่าเดิม

 

ทั้งนี้ปัจจุบันแนวโน้มการเปิดให้ยื่นเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งแสงอาทิตย์นั้น นับว่ามีเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายประเทศ ซึ่งบริษัทได้เตรียมที่จะเข้าประมูลในหลายประเทศ เพราะถือเป็นโอกาสที่จะทำให้เป้าหมายของบริษัททำได้ง่ายขึ้น โดยวางเป้าปี 2568 นี้จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ ส่วนปีนี้จะมีสัญญาซื้อขายไฟ (PPA) ได้ 400 เมกะวัตต์

 

@เล็งทบทวนเป้า

นอกจากนี้บริษัทยังจะได้ประโยน์ในการการก่อสร้างโซลาร์ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามเทรนด์ เนื่องจากประชาชนเริ่มเห็นประโยชน์มากขึ้น ประกอบกับราคาที่ลดลง ทำให้โซลาร์สามารถเข้าถึงได้ในหลายกลุ่มทั้งอตสาหกรรมรวมไปถึงเกษตรกรรม ทำให้เห็นได้อย่างรูปธรรม โดยบริษัทจะมีรายได้ก่อสร้างในส่วนนี้ เช่นเดียวกับธุรกิจเทรดดิ้ง หรือ การเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงของผู้ผลิตชั้นนำ สู่ตลาดผู้บริโภค ก็จะได้ผลประโยชน์จากกระแสพลังงานทดแทนด้วยเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้บริษัทจะมีการทบทวนเป้าทุกๆ 6 เดือนดังนั้นจะมีการนำปัจจัยนี้เข้าทบทวนด้วย โดยในปี 2564 บริษัทได้ตั้งเป้ารายได้ไว้ราว 2 พันล้านบาท ซึ่งหากจำแนกเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้านั้นทาง PRIME มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมและติดตั้งรวมทั้งหมด 309 เมกะวัตต์ จากโครงการทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าที่ COD แล้วทั้งหมดราว 87 เมกะวัตต์

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง