“คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” เร่งปลดล็อกปัญหาที่ดิน 65 ปี คืนสิทธิทำกิน

ปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ของรัฐ โดยเฉพาะในเขตป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าไม้ถาวร เป็นหนึ่งในปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข ประชาชนจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่และประกอบอาชีพบนผืนดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะตั้งถิ่นฐานและทำกินมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่กลับต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางกฎหมาย ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจหรือสวัสดิการพื้นฐานได้อย่างเต็มที่
วันนี้ รัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนภาพดังกล่าวให้กลายเป็นความมั่นคงในชีวิต ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายจัดการที่ดินภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม แก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ
12.5 ล้านไร่ กับภารกิจคืนความมั่นคงให้ประชาชนกว่า 1.2 ล้านคน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ผลการดำเนินงานล่าสุดสามารถจัดสรรที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้สำเร็จตามเป้าหมายรวมกว่า 12.5 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัด 19,576 หมู่บ้าน และมีประชาชนได้รับประโยชน์แล้วมากกว่า 1.2 ล้านราย
จุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินงานครั้งนี้ คือการนำระบบเอกสารรับรองสิทธิในรูปแบบดิจิทัลมาใช้ เพื่อยืนยันสิทธิการอยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้เป็นหลักฐานในการเข้าถึงบริการของภาครัฐ รวมถึงต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
จากความหวาดระแวง สู่ความมั่นใจในอาชีพ
หนึ่งในพื้นที่ตัวอย่างที่เห็นผลอย่างชัดเจน คือจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเกษตรกรที่เคยทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ได้รับสมุดดิจิทัลรับรองสิทธิทำกินตามนโยบายของรัฐบาล
เอกสารดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานทางกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่เคยกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ของรัฐ ทั้งที่ทำกินอยู่เดิมมาอย่างยาวนาน
เมื่อมีการรับรองสิทธิอย่างชัดเจน เกษตรกรจึงสามารถวางแผนการผลิต ลงทุน และพัฒนาพื้นที่ทำกินได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
เอกสารสิทธิเปลี่ยนเป็นรายได้ ทุเรียนป่าสงวนสร้างเงินกว่า 180 ล้านบาท
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่เพียงความมั่นคงด้านที่ดิน แต่ยังต่อยอดไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
เกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่ได้รับสิทธิสามารถนำเอกสารรับรองไปยื่นขอมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ เนื่องจากสามารถพิสูจน์ได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกเป็นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
การได้รับมาตรฐาน GAP ส่งผลให้ผลผลิตสามารถเข้าสู่ตลาดคุณภาพ มีราคาจำหน่ายสูงขึ้น และเปิดโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ
กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ “ป่านานกกก” อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งในปี 2568 มีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจำนวน 190 ราย บนพื้นที่กว่า 2,052 ไร่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จนสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายและส่งออกผลผลิตรวมกว่า 180 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาที่ดินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิทธิทางกฎหมาย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว
ปลดล็อกปัญหา “ป่าไม้ถาวร” ที่ค้างคามากว่า 65 ปี
แม้การจัดสรรที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจะมีความคืบหน้าอย่างมาก แต่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อในอีกโจทย์ใหญ่ที่สั่งสมมานาน นั่นคือปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร
พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนจำนวนมากรอคอยการแก้ไขมานานกว่า 65 ปี เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมายและการบริหารจัดการที่ซับซ้อน
ล่าสุด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พร้อมเสนอกรอบมาตรการรองรับการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรต่อคณะรัฐมนตรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.2 ล้านไร่
หากมาตรการดังกล่าวได้รับการขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าจะมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 200,000 รายทั่วประเทศ
มากกว่าที่ดิน คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การได้รับสิทธิในที่ดินทำกินไม่ได้ส่งผลเฉพาะเรื่องอาชีพหรือรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการขอติดตั้งไฟฟ้า ระบบประปา หรือบริการสาธารณะต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
เมื่อประชาชนมีหลักประกันในการอยู่อาศัย มีสิทธิในการทำกิน และเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนก็จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
สร้างสมดุลระหว่างคนกับผืนป่า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาที่ดินของรัฐมักถูกมองว่าเป็นโจทย์ที่ต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์ป่าไม้กับการช่วยเหลือประชาชน แต่แนวทางของรัฐบาลในปัจจุบันพยายามสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้าน
ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด” รัฐบาลมุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดินให้ประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ความสำเร็จของการจัดสรรที่ดินกว่า 12.5 ล้านไร่ และการเดินหน้าแก้ปัญหาพื้นที่ป่าไม้ถาวรกว่า 2.2 ล้านไร่ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขเชิงนโยบาย แต่เป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการเปลี่ยนความไม่มั่นคงของประชาชนให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนข้อขัดแย้งระหว่างคนกับป่าให้กลายเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
