รีเซต

ปอกเปลือกขบวนการนอมินี ทลาย "ล้งจีน" กินรวบวงจรต้นน้ำยันปลายน้ำ

ปอกเปลือกขบวนการนอมินี ทลาย "ล้งจีน" กินรวบวงจรต้นน้ำยันปลายน้ำ
TNN ช่อง16
11 มีนาคม 2569 ( 12:39 )
14

เจาะลึก "ปอกเปลือกนอมินี" ปฏิบัติการทลายเครือข่ายล้งข้ามชาติ กินรวบผูกขาดมะพร้าวไทย

ปฏิบัติการ "ปอกเปลือกนอมินี" นำโดยตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อหยุดยั้งวงจรการค้าที่บิดเบี้ยว  จากการปูพรมเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 8 จุดในพื้นที่จังหวัดราชบุรี พบว่ามีถึง 6 บริษัทที่เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้ชื่อคนไทยบังหน้าเพื่อดำเนินธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล 6 ราย พร้อมตรวจสอบบุคคลสัญชาติไทยที่ยอมเป็นนอมินี 10 ราย และชาวต่างชาติอีก 7 ราย หลักฐานสำคัญที่ถูกยึดได้ประกอบด้วยเอกสารบัญชีและพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10 กล่อง ซึ่งข้อมูลภายในแอปพลิเคชันสนทนาชี้ชัดว่า อำนาจการตัดสินใจเบ็ดเสร็จตั้งแต่การกำหนดราคารับซื้อ การบริหารจัดการ ไปจนถึงการส่งออกล้วนถูกบงการโดยนายทุนจีนโดยตรง 

เส้นทางการสืบสวนพบแผนประทุษกรรมที่แยบยลและครอบคลุมวงจรการค้าแบบครบวงจร โดยเริ่มจากระดับ ต้นน้ำ ที่กลุ่มทุนข้ามชาติขยายอิทธิพลด้วยการเช่าที่ดินในระยะยาวเพื่อทำสวนมะพร้าวเอง เพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดได้ตั้งแต่อยู่ในสวน ต่อมาในระดับ กลางน้ำ มีการจัดตั้งล้งและโรงงานแปรรูปอำพราง โดยจ้างคนไทยให้ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ในความเป็นจริง ผู้ถือหุ้นไทยเหล่านี้เป็นเพียงพนักงานหรือบุคคลที่ถูกจ้างมาเซ็นชื่อบังหน้าเท่านั้น โดยไม่มีอำนาจตัดสินใจในทางธุรกิจแม้แต่น้อย และในระดับ ปลายน้ำ คือการส่งออกมะพร้าวไปยังตลาดจีนผ่านเครือข่ายบริษัทของตนเอง ซึ่งการควบคุมวงจรได้เบ็ดเสร็จเช่นนี้ทำให้นายทุนสามารถกำหนดราคาซื้อหน้าสวนได้ตามใจชอบ 

ผลลัพธ์ของขบวนการนี้คือการกดราคารับซื้อหน้าสวนให้เหลือเพียงลูกละ 2–5 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่เฉลี่ยอยู่ลูกละ 4–5 บาท ในขณะที่ราคาส่งออกพุ่งสูงถึงลูกละ 35–50 บาท สร้างส่วนต่างกำไรมหาศาลที่ถูกโอนกลับประเทศต้นทางโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบพฤติกรรมการตกแต่งบัญชีรายงานผล "ขาดทุน" มาโดยตลอด เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้แก่รัฐ ทั้งที่ปริมาณการซื้อขายและรายได้จริงของบริษัทกลับมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับตัวเลขที่รายงานอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น แต่รายได้เกษตรกรกลับลดลง

สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตกต่ำในช่วงปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญของประเทศ

ข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวอ่อนและมะพร้าวน้ำหอมรวมกันประมาณ 168,878 ไร่ โดยจังหวัดราชบุรีมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดประมาณ 52,377 ไร่ รองลงมาคือจังหวัดสมุทรสาครประมาณ 31,169 ไร่ ขณะที่นครปฐมและสมุทรสงครามมีพื้นที่ปลูกกระจายอยู่ในระดับรองลงมา

เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างการผลิต พบว่าเกษตรกรจำนวนมากพึ่งพาพืชชนิดนี้เป็นรายได้หลัก การเปลี่ยนแปลงของราคาจึงส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ปลูก

ในช่วงที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันมาขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวตามกระแสราคาที่เคยอยู่ในระดับสูงในอดีต ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ต้นมะพร้าวให้ผลผลิตพร้อมกันจำนวนมาก จึงทำให้มะพร้าวออกสู่ตลาดในปริมาณสูง

ข้อมูลการติดตามสถานการณ์ผลผลิตระบุว่า มะพร้าวน้ำหอมจากพื้นที่หลักออกสู่ตลาดเฉลี่ย มากกว่า 2 ล้านลูกต่อวัน ในช่วงฤดูผลผลิต ซึ่งเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับความต้องการในตลาดบางช่วงเวลา

เมื่อปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นพร้อมกันจำนวนมาก ราคาหน้าสวนจึงปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่รายงานว่าราคามะพร้าวน้ำหอมลดลงเหลือเพียง 2 ถึง 5 บาทต่อลูก ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของเกษตรกรที่อยู่ราว 4 ถึง 5 บาทต่อลูก ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องแบกรับภาวะขาดทุน

ในเวลาเดียวกัน ตลาดส่งออกหลักอย่างจีนเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้นจากประเทศผู้ผลิตรายใหม่ โดยเฉพาะเวียดนามที่สามารถส่งออกมะพร้าวเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งต่ำกว่าไทย

เมื่อปัจจัยด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดต่างประเทศ และโครงสร้างตลาดภายในประเทศมาบรรจบกัน เกษตรกรรายย่อยจึงมีอำนาจต่อรองลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาหน้าสวนในหลายพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ความต้องการบริโภคมะพร้าวในตลาดปลายทางยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง

ก้าวต่อไปของไทยในการทวงคืนตลาดโลก

ในช่วงที่วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมตึงเครียดที่สุด มีรายงานว่าผู้ประกอบการล้งมะพร้าวจำนวน 239 แห่ง เตรียมรวมตัวหยุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเป็นเวลา 2 วัน เพื่อกดดันมาตรการจัดระเบียบตลาดของภาครัฐ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคามะพร้าวหน้าสวนตกต่ำอย่างหนัก และสร้างความวิตกในหมู่เกษตรกรว่าหากล้งหยุดซื้อจริงจะยิ่งทำให้ผลผลิตล้นตลาดมากขึ้น 

ต่อสถานการณ์ดังกล่าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกลุ่มล้ง โดยประกาศชัดว่าหากจะหยุดรับซื้อเพียงสองวันก็ให้หยุดถาวรไปเลย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีมาตรการรองรับและสามารถจัดระบบตลาดใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลุ่มล้งเพียงฝ่ายเดียว 


หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือการจัดตั้ง ล้งกลาง ร่วมกับ สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงผ่านช่องทางที่รัฐและเอกชนร่วมกันบริหาร กลไกนี้ถูกออกแบบให้เกิดขึ้นใน 5 จังหวัดหลักที่เป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรและลดบทบาทของตัวกลางที่มีอิทธิพลต่อราคาตลาด 

ในด้านการพยุงราคา รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการดูดซับผลผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยใน ระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2569 ตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตรวม 1,000,000 ลูก ผ่านหลายช่องทาง ทั้งจุดรับซื้อในจังหวัดผู้ผลิตหลัก งานธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ และการกระจายสินค้าเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด เพื่อช่วยระบายผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก 

นอกจากมาตรการระยะสั้น รัฐยังพยายามยกระดับคุณภาพสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาดโลก โดยการผลักดันการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI สำหรับมะพร้าวน้ำหอมจากแหล่งผลิตสำคัญ ล่าสุด มะพร้าวน้ำหอมราชบุรีได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดตลาดพรีเมียมในต่างประเทศ 

ในด้านแนวโน้มราคา ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าช่วง เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นฤดูอากาศร้อน ความต้องการบริโภคมะพร้าวสดจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคามีโอกาสฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 15 บาทต่อลูก หากปริมาณผลผลิตลดลงตามฤดูกาลและมาตรการระบายผลผลิตของรัฐยังดำเนินต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผลผลิตเท่านั้น แต่เป็น โครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยวในห่วงโซ่ตลาด เนื่องจากเกษตรกรขายผลผลิตหน้าสวนได้เพียง 2 ถึง 5 บาทต่อลูก ขณะที่ราคาขายปลีกในบางพื้นที่โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวอาจสูงถึง 60 บาทต่อลูก ช่องว่างราคาที่แตกต่างกันอย่างมากนี้สะท้อนถึงอำนาจของตัวกลางในระบบการค้า 

ในระยะยาว แนวทางแก้ไขจึงต้องอาศัยหลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจล้งนอมินีอย่างจริงจัง การกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงตลาดเดียว โดยเฉพาะการขยายไปยัง ตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงการสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใส เพื่อให้ผลประโยชน์จากการค้าสินค้าเกษตรตกถึงมือเกษตรกรผู้ผลิตอย่างแท้จริง.

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง