รีเซต

วิกฤตลามตะวันออกกลาง “น้ำมัน” แพงนาน

วิกฤตลามตะวันออกกลาง “น้ำมัน” แพงนาน
TNN ช่อง16
11 มีนาคม 2569 ( 10:40 )

ราคาน้ำมันโลกยังคงผันผวน ขึ้นแรง-ลงแรง เนื่องจากปฏิบัติการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านขยายวงกระทบหลายประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยราคาย่อตัวลงในวันนี้ (11 มี.ค.) ทั้งน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เท็กซัสที่เคลื่อนไหวแถว 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับการซื้อขายในวันจันทร์ที่น้ำมันทั้ง 2 ชนิดทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2565


ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันขยับลดลงมาจากการที่ตลาดตอบรับคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่มั่นใจว่าการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้ยุติแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันก็กำลังพิจารณาจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันสำหรับบางประเทศ เพื่อลดแรงกดดันเกี่ยวกับราคาที่ผันผวนในตลาด 


นอกจากนี้ รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ 7 แห่ง หรือ G7 ได้แก่ สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี แคนาดา และญี่ปุ่น ร่วมหารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเห็นพ้องที่จะใช้มาตรการที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงการปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินเพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ คาดว่าผู้นำ G7 อาจพิจารณาขั้นสุดท้ายในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ประเทศสมาชิกถือครองน้ำมันสำรองฉุกเฉินของภาครัฐมากกว่า 1.2 พันล้านบาร์เรล และยังมีน้ำมันสำรองของภาคอุตสาหกรรมอีกประมาณ 600 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะช่วยเติมปริมาณน้ำมันในตลาดโลกได้


หลายประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียทยอยปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลง เนื่องจากการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงคลังจัดเก็บน้ำมันที่เริ่มเต็ม เพราะการขนส่งน้ำมันทางทะเลต้องหยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อิรัก และคูเวต หั่นกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน การลดลงดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของการผลิตรวมทั้งหมด

 

ซาอุดีอาระเบีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ลดกำลังการผลิตลงราว 2-2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ข้อมูลจาก “อาร์กัส มีเดีย” ระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ ซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันราว 10.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่งออกไปยังตลาดเฉลี่ย 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วน UAE ลดการผลิตน้ำมัน 500,000-800,000 บาร์เรลต่อวัน กรณีของอิรักปรับลดกำลังการผลิตลงถึงร้อยละ 70 จากเดิมเคยผลิตที่ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งอิรักน่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เพราะรายได้เกือบร้อยละ 90 ของประเทศมาจากน้ำมัน ขณะที่คูเวตลดกำลังการผลิตน้ำมัน 300,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ลดแค่ 100,000 บาร์เรลต่อวัน 


ไม่ใช่แค่น้ำมันที่ได้รับผลกระทบ เพราะกาตาร์ก็ยุติการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่โรงงานส่งออกขนาดใหญ่สุดของโลก “ราส ลาฟฟัน” ของบริษัท “กาตาร์ เอเนอร์ยี” หลังถูกโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน โรงงานแห่งนี้มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการผลิต LNG ทั่วโลก ซึ่งปกติแล้วต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด ขณะที่กาตาร์จัดส่ง LNG ให้กับตลาดยุโรปและเอเชียเป็นหลัก โดยกว่าร้อยละ 80 ของลูกค้าอยู่ในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ปากีสถาน และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

แต่ความหวังที่โลกจะได้เห็นวิกฤตในตะวันออกกลางยุติลงในเร็ววันก็ยังต้องลุ้น เพราะอิหร่านแต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านผู้ล่วงลับ “อะยาตอลเลาห์ อาลี คาเมเนอี” ได้รับการคัดเลือกให้สืบทอดตำแหน่งแทนบิดา ซึ่งสะท้อนว่าอิหร่านยังเดินตามแนวทางเดิม 


ก่อนหน้านี้ อิหร่านมีไพ่ “ฮอร์มุซ” อยู่ในมือ และไม่เคยสั่งปิดช่องแคบแห่งนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่งวิกฤตครั้งนี้ แต่อิหร่านยังเหลือไพ่อีกใบ นั่นคือ “เกาะคาร์ก” ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ ตั้งอยู่ในน่านน้ำทางตอนเหนือของอ่าวเปอร์เซีย เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งแผ่นดินของอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร ข้อมูลพบว่า การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณร้อยละ 90 ผ่านทางเกาะแห่งนี้ ก่อนที่เรือบรรทุกน้ำมันจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเกาะคาร์กมีกำลังการขนถ่ายน้ำมันประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน


ความสำคัญทางเศรษฐกิจของเกาะคาร์กที่มีต่ออิหร่าน ทำให้เกาะแห่งนี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่า ความพยายามที่จะบุกยึดเกาะแห่งนี้อาจต้องใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นการตัดเส้นทางน้ำมันของอิหร่านที่เป็นรายได้หลัก และจะส่งผลให้ตลาดพลังงานผันผวนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มแต้มต่อให้กับสหรัฐฯ ที่ยังไม่เต็มใจจะใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน แต่มีรายงานว่าฝ่ายบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้หารือเกี่ยวกับเรื่องนี้


“เจพี มอร์แกน” ประเมินว่า การโจมตีโดยตรงที่เกาะคาร์กจะส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของอิหร่านหยุดชะงักในทันที แต่ในทางกลับกันก็อาจกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) โดยผลิตน้ำมันประมาณร้อยละ 4.5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายวันก่อนการโจมตีของสหรัฐฯ อิหร่านได้เพิ่มการส่งออกน้ำมันจากเกาะคาร์กจนเกือบถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขนส่งน้ำมันกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ระหว่างวันที่ 15-20 กุมภาพันธ์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 3 เท่าของการส่งออกปกติที่ประมาณ 1.3-1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน


วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้การผลิตน้ำมันหยุดชะงักครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์โลก ตามการวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษา “ราพิแดน เอเนอร์ยี” (Rapidan Energy) พบว่า การหยุดชะงักครั้งล่าสุดคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์คลองสุเอซเมื่อทศวรรษ 1950 ซึ่งอิสราเอล อังกฤษ ฝรั่งเศส บุกคาบสมุทรไซนายของอียิปต์ ครั้งนั้นทำให้น้ำมันหยุดชะงักประมาณร้อยละ 10 ของน้ำมันทั้งหมด นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามล่าสุดยังมากกว่าเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับวิกฤตสงครามอ่าว เมื่อปี 1979 ที่ชาติพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ตอบโต้อิรักที่บุกคูเวต


นักวิเคราะห์มองว่า ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการหยุดชะงักของน้ำมันในการโจมตีล่าสุดกับวิกฤตการณ์ในอดีต คือ ขณะนี้โลกไม่มีกำลังการผลิตน้ำมันสำรองที่จะแก้ไขปัญหาได้ แม้ว่าทั้งซาอุดีอาระเบีย และ UAE จะมีกำลังการผลิตส่วนเกินจำนวนมาก แต่ก็ถูกตัดขาดจากตลาดน้ำมันเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ว่าตลาดจะตอบรับคาดการณ์เชิงบวกที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจยุติลงในเร็ววัน หลังดำเนินมากว่า 10 วัน แต่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลกอาจต้องเผชิญกับราคาน้ำมันในระดับสูงเป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันต้องรับมือกับโรงงานที่ได้รับความเสียหาย ระบบโลจิสติกส์ที่หยุดชะงัก และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการขนส่ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก 


ข้อมูลของธนาคารโลก การค้าโลกกว่าร้อยละ 80 ใช้การขนส่งทางทะเล ซึ่งหมายความว่าการหยุดชะงักในเส้นทางเดินเรือจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้นและทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า แม้แต่สหรัฐฯ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ เพียงแต่อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน และการควักจ่ายค่าพลังงานเพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ 


การปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมดส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย UAE อิรัก และคูเวต ต้องระงับการขนส่งน้ำมันไปยังโรงกลั่นทั่วโลกมากถึง 140 ล้านบาร์เรลผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งเท่ากับความต้องการทั่วโลกประมาณ 1.4 วัน และการหยุดชะงักด้านการขนส่งก็ทำให้คลังเก็บน้ำมันและก๊าซในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียเต็ม จนต้องลดการผลิตน้ำมันลง หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายในเร็ววัน ก็อาจจะต้องปิดบ่อน้ำมันในภูมิภาค และนี่จะต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ แม้การโจมตีจะยุติลงแล้ว “ไรสแตต เอเนอร์ยี” ระบุว่า อาจต้องใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งน้ำมัน อายุของแหล่งน้ำมันแต่ละแห่ง ก่อนที่จะสามารถกลับมาผลิตได้เหมือนเดิม


กรณีของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากถึง 2.67 แสนล้านบาร์เรล แต่ทำรายได้จากการส่งออกมากถึง 1.87 แสนล้านดอลลาร์ในแต่ละปี ส่วนอิหร่านมีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 2.08 แสนล้านบาร์เรล ทำรายได้ราว 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้านอิรักทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน UAE ทำรายได้ราว 1.14 แสนล้านดอลลาร์ และคูเวต 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หมายความว่าหากอุตสาหกรรมน้ำมันได้รับผลกระทบ ก็จะส่งผลถึงเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ด้วย


ขณะที่หลายประเทศในเอเชียต่างประกาศมาตรการรับมือผลกระทบจากต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้น โดยเกาหลีใต้กำลังพิจารณามาตรการจำกัดเพดานราคาเชื้อเพลิงในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง ส่วนเวียดนามกำลังเสนอปรับลดอัตราภาษีนำเข้าภายใต้หลักปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง (most favoured nation-MFN) เหลือศูนย์ จากเดิมที่ร้อยละ 7 สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาทิ น้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันก๊าด เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ สามารถจัดหาแหล่งพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างเสถียรภาพในตลาด ด้านฟิลิปปินส์ประกาศให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด


ในส่วนของไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มดำเนินมาตรการทำงานจากระยะไกล หรือ Work From Home ทันที สำหรับส่วนงานที่ไม่กระทบกับการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งงดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมในต่างประเทศ โดยให้ปรับรูปแบบดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน หลังจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อไทย 


กระทรวงพลังงานยังได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS ติดตามสถานการณ์พลังงานและเตรียมมาตรการรองรับ กรณีเกิดผลกระทบในการจัดหาพลังงานของประเทศ ปัจจุบัน ไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน โดยตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร โดยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง