รีเซต

Zap Energy เปิดแผนสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขับเคลื่อนด้วยพลาสมาขนาดเท่าโรงรถรายแรกของโลก

Zap Energy เปิดแผนสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขับเคลื่อนด้วยพลาสมาขนาดเท่าโรงรถรายแรกของโลก
TNN ช่อง16
27 มิถุนายน 2565 ( 15:35 )
59
Zap Energy เปิดแผนสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขับเคลื่อนด้วยพลาสมาขนาดเท่าโรงรถรายแรกของโลก

พลังงานนิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกากลับมาเป็นที่นิยมมากขึ้น ก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ได้เปิดตัวมาร์เวล (MARVEL) เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกไปก่อนหน้านี้ ในขณะที่แซปเอเนอร์จี้ (Zap Energy) เลือกพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยพลาสมาขนาดเท่าโรงรถทั่วไปในสหรัฐฯ และพร้อมจะยกระดับจากการทดลองสู่ระบบขนาดจริงแล้ว โดยจะเริ่มทำการตลาดสำหรับองค์กรต่าง ๆ ภายในทศวรรษนี้


เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion Reactor) โดยทั่วไปจะลอกเลียนปรากฏการณ์การสร้างพลังงานบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ที่สร้างพลังงานความร้อนและแสงสว่างเพียงจากพลาสมา แต่เป็นขนาดที่เล็กกว่าจำนวนมหาศาลสำหรับเตาปฏิกรณ์ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในระบบสำคัญที่ทำให้สามารถนำพลังงานมาใช้งานได้คือ ระบบสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) กำลังสูงเพื่อกักเก็บและนำพลังงานเข้าสู่ระบบ ซึ่งต้องแลกมาด้วยพื้นที่ติดตั้งในระบบขนาดใหญ่และต้นทุนการผลิตที่สูง


ข้อจำกัดที่กล่าวมาถูกทำลายลงเชิงทฤษฎีในปี 2019 ด้วยงานวิจัยที่นำเสนอเทคโนโลยีแซดพินช์ (Z-Pinch) โดยยูริ ชุมลักษณ์ (Uri Shumlak) และทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ซึ่งใช้ระบบกักเก็บแบบเกลือจิ้มเกลือ ด้วยการสร้างพลาสมาภายในระบบอีกประเภทเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Field) ทดแทน ซึ่งมีข้อดีตรงที่ต้นทุนถูกกว่ารวมถึงประหยัดพื้นที่ในการออกแบบระบบมากกว่า ชุมลักษณ์จึงได้ตัดสินใจสร้างบริษัทแซปเอเนอร์จี้ (Zap Energy) เพื่อต่อยอดงานวิจัยให้เป็นเรื่องจริง


Zap Energy พัฒนาตัวต้นแบบมาแล้ว 3 รุ่นก่อนหน้านี้ และรุ่นล่าสุดที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริงมีชื่อรุ่นว่า FuZE-Q ซึ่งสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 650 กิโลแอมแปร์ (Kiloampere: kA) ในระดับพลังงานพื้นฐานสำหรับการกระตุ้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ ซึ่งยังต้องทำการพัฒนาต่อไปเพื่อให้ตัวระบบรองรับการกระตุ้นพลังงานเพื่อทำปฏิกิริยาฟิวชัน 


ชุมลักษณ์และบริษัทได้แสดงให้เห็นว่าแซดพินช์ (Z-Pinch) เป็นเทคโนโลยีที่เป็นไปได้ ทำให้งานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง รวมถึงเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีและเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง ในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทยังแสดงให้เห็นว่า FuZE-Q จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในทุกอุตสาหกรรม โดยบริษัทจะนำเสนอระบบในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการภายในทศวรรษนี้ หรือไม่เกินปี 2030 



ที่มาข้อมูล New Atlas

ที่มารูปภาพ Zap Energy

ข่าวที่เกี่ยวข้อง