เชื้อ"ไข้หวัดใหญ่"เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี วัคซีนปีที่แล้ว อาจป้องกันปีนี้ได้ไม่เต็มที่ แพทย์ มช.ชี้ชัดใครควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนระบาด

แม้ผู้ป่วยเริ่มลดลง แต่กลุ่มเด็กยังเสี่ยงสูง สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (1 ม.ค. – 7 มี.ค. 2569) พบผู้ป่วยสะสมกว่า 140,293 ราย อัตราป่วย 216.13 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 11 ราย สายพันธุ์ A จำนวน 7 ราย สายพันธุ์ B จำนวน 4 ราย ในสัปดาห์ที่ 10 นี้ รายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แม้มีแนวโน้ม “ลดลง” และต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (2568) แต่ยังคง “สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง”
กลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคือ “เด็ก” อายุ 5–9 ปี สูงสุด รองลงมา 0–4 ปี และ 10–14 ปี ภาคเหนือมีอัตราป่วยสูงที่สุด
ไข้หวัดใหญ่ vs หวัดธรรมดา ต่างกันยังไง?
หลายคนคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้ว “ต่างกันชัดเจน”
ไข้หวัดใหญ่
- ไข้สูง 38–39°C
- ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลียมาก
- อาจมีอาการหายใจเหนื่อย
- เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ
ไข้หวัดธรรมดา
- อาการไม่รุนแรง
- น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอเล็กน้อย
- มักไม่มีไข้สูง
จุดสำคัญคือ “ไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่า” และอาจถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล
ทำไมบางคนอาการหนัก?
ไข้หวัดใหญ่ไม่ได้จบแค่ไข้แต่อาจลุกลามเป็น
- หลอดลมอักเสบ
- ปอดอักเสบ
- ติดเชื้อซ้ำซ้อน
- ภาวะหายใจล้มเหลว
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- เด็กเล็ก
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง / ภูมิคุ้มกันต่ำ
ทำไมต้องฉีดวัคซีน “ทุกปี”?
เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่ “เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี” วัคซีนปีที่แล้ว อาจป้องกันปีนี้ไม่ได้เต็มที่ องค์การอนามัยโลกจะคาดการณ์สายพันธุ์ใหม่ทุกปี เพื่อผลิตวัคซีนให้เหมาะกับการระบาดในแต่ละฤดูกาล
การฉีดวัคซีนช่วยอะไรบ้าง?
- ลดความรุนแรงของโรค
- ลดภาวะแทรกซ้อน
- ลดโอกาสเสียชีวิต
ลดการแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว
ใครบ้าง “ควรฉีดวัคซีน” มากที่สุด? กลุ่มเสี่ยง ได้แก่
-เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
-ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
-หญิงตั้งครรภ์
-ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (หัวใจ ปอด หอบหืด อ้วนมาก ฯลฯ)
-บุคลากรทางการแพทย์ เพราะมีโอกาสต้องดูแลคนไข้ หากติดแล้วอาจแพร่กระจายเชื้อได้ แม้ “คนสุขภาพแข็งแรง” ก็ยังควรฉีด เพราะสามารถติดและแพร่เชื้อได้
เด็กต้องฉีดยังไง?
-เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป หาก “ฉีดครั้งแรก” และอายุต่ำกว่า 9 ปี
-ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน
-หลังจากนั้น ปีละ 1 เข็ม
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วงไหนดี?
แนะนำ: ฉีดก่อนฤดูฝน 1–2 เดือน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างภูมิประมาณ 2 สัปดาห์
แต่จริง ๆ แล้ว “ฉีดได้ตลอดทั้งปี” แม้ฉีดช้า ก็ยังมีประโยชน์
ฉีดแล้วจะไม่เป็นเลยไหม?
คำตอบคือ “ยังมีโอกาสเป็น” แต่!
-อาการจะ “เบาลงอย่างชัดเจน”
- ลดโอกาสภาวะแทรกซ้อน
- ลดโอกาสเสียชีวิต
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
- ฉีดแล้วเป็นไข้หวัดใหญ่: ไม่จริง (วัคซีนเป็นเชื้อตาย)
- คนแข็งแรงไม่ต้องฉีด: ไม่จริง (ยังแพร่เชื้อได้)
- แพ้ไข่ห้ามฉีด: ไม่จริง (ฉีดได้ แต่ต้องเฝ้าระวัง)
ใคร “ไม่ควรฉีด”?
ผู้ที่เคยแพ้วัคซีนชนิดรุนแรง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิด
อาการทั่วไป (หายเองได้)
- ไข้ต่ำ
- ปวดเมื่อย
- ปวด/บวมบริเวณที่ฉีด อาการอันตราย (พบได้น้อยมาก)
-หายใจลำบาก
- หน้ามืด
- ผื่นลมพิษ ควรสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาทีหลังฉีด
3 วิธีป้องกันที่แพทย์แนะนำ
- ฉีดวัคซีนทุกปี
- ล้างมือบ่อย ๆ
- สวมหน้ากาก เลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย
“ไข้หวัดใหญ่” ไม่ใช่แค่ไข้ธรรมดา และยังคงระบาดทุกปี โดยเฉพาะในเด็ก
การฉีดวัคซีน = ป้องกันตัวเอง + ปกป้องคนที่เรารัก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
