ทำไมหายป่วยแล้วยังแย่? เมื่อ "RNA Virus" แปลงร่างเป็นภัยเงียบ คอยปลุกการอักเสบเรื้อรังในร่างกายคุณ

ติดไวรัสจนอาการหายแล้ว แต่ไวรัสไม่ยอมจากไป: ความเข้าใจใหม่เรื่อง RNA Virus Persistence กับกลุ่มอาการอักเสบเรื้อรัง
เรามักมีความเชื่อว่ากลุ่ม RNA virus ส่วนใหญ่ (ยกเว้นกลุ่ม retrovirus หรือไวรัสตับอักเสบซี) เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นและหายไปในระยะเวลาอันสั้น เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดไวรัสออกไปได้หมด ร่างกายก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาปกป้องตัวเอง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนความเข้าใจนี้ไป โดยชี้ให้เห็นว่าไวรัสหลายชนิดที่เราเคยเชื่อว่าก่อโรคแบบเฉียบพลัน จริงๆแล้วสามารถหลงเหลือตัวมันเองหรือชิ้นส่วนของมันเอาไว้ในร่างกายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า RNA virus persistence และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดกลุ่มอาการป่วยเรื้อรังตามมาหลังการติดเชื้อเฉียบพลัน
กลไกที่ทำให้ RNA virus สามารถหลบซ่อนและคงตัวอยู่ในร่างกายได้นั้นมีความซับซ้อนและหลากหลาย แตกต่างจาก DNA virus ที่สามารถรวมตัวเข้ากับสารพันธุกรรมของโฮสต์ได้โดยตรง โดย RNA virus จะใช้วิธีการควบคุมและหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นหลัก เช่น การยับยั้งการทำงานของ interferon (IFN) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันด่านแรกที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนและยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส
นอกจากนี้ ไวรัสบางชนิด เช่น SARS-CoV-2 และ chikungunya virus (CHIKV) ยังมีความสามารถในการรบกวนกระบวนการแสดงออกของ MHC class I ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่นำเสนอชิ้นส่วนโปรตีนของไวรัสบนผิวเซลล์ ส่งผลให้เซลล์นักฆ่าหรือ cytotoxic T cells ไม่สามารถตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไวรัสยังสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า non-standard viral genomes (nsVGs) หรือสารพันธุกรรมไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมให้ไวรัสเพิ่มจำนวนในอัตราที่ต่ำมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและรักษาเซลล์เจ้าบ้านให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปเพื่อเป็นที่พักพิง
แหล่งกบดานหรือ cellular reservoirs ที่ไวรัสเหล่านี้ใช้หลบซ่อนตัวมักเป็นบริเวณที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าถึงได้ยาก หรือที่เรียกว่า immune-privileged sites เช่น สมอง ลูกตา และอัณฑะ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ร่างกายจำกัดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบที่อาจทำให้อวัยวะสำคัญเสียหาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Ebola virus (EBOV) ที่สามารถตรวจพบในน้ำอสุจิหรือในดวงตาของผู้ป่วยที่หายดีแล้วได้เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ไวรัสยังสามารถหลบซ่อนอยู่ในเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันเอง เช่น macrophages และ dendritic cells รวมถึงเซลล์เนื้อเยื่อโครงสร้าง เช่น เซลล์เยื่อบุผิวในลำไส้ หรือเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งการที่ไวรัสหรือชิ้นส่วนของไวรัสคงตัวอยู่ในเซลล์เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลา นำไปสู่สภาวะอักเสบเรื้อรังในเนื้อเยื่อนั้นๆ
ผลกระทบระยะยาวจากการคงตัวของไวรัสและชิ้นส่วนไวรัสนี้ เป็นกุญแจสำคัญที่อธิบายการเกิดกลุ่มอาการหลังการติดเชื้อเฉียบพลัน หรือ post-acute sequelae ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น อาการ Long COVID ในผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งมีรายงานการตรวจพบโปรตีนหนาม (spike protein) หรือสารพันธุกรรมของไวรัสในเนื้อเยื่อสมองและลำไส้หลังจากหายป่วยเป็นเวลานาน หรือในกรณีของโรคหัด (measles virus) ที่อาจนำไปสู่โรคสมองอักเสบเรื้อรังชนิดรุนแรง (SSPE) ในเวลาหลายปีต่อมา ตลอดจนอาการปวดข้อเรื้อรังหลังการติดเชื้อ chikungunya และความเชื่อมโยงระหว่างการคงตัวของ parainfluenza virus (PIV) กับการพัฒนาไปสู่โรคทางเดินหายใจเรื้อรังคล้ายหอบหืด
โดยสรุปแล้ว ความรู้ใหม่เกี่ยวกับ RNA virus persistence ช่วยให้เราเข้าใจว่า เส้นแบ่งระหว่างการติดเชื้อแบบเฉียบพลันและการติดเชื้อแบบเรื้อรังนั้นไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด การติดเชื้อเฉียบพลันที่รุนแรงอาจทิ้งรอยแผลเป็นทางโมเลกุลเอาไว้ในร่างกายและกลายเป็นชนวนเหตุของโรคเรื้อรังในอนาคต การทำความเข้าใจกลไกการซ่อนตัวของไวรัสและการระบุแหล่งกบดานของพวกมันในร่างกาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากกลุ่มอาการเรื้อรังหลังการติดเชื้อไวรัสในระยะยาว
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
