รีเซต

วิจัยชี้ คนกรุ๊ปเลือด A อาจเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองก่อนวัยมากกว่ากรุ๊ปอื่น

วิจัยชี้ คนกรุ๊ปเลือด A อาจเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองก่อนวัยมากกว่ากรุ๊ปอื่น
TNN ช่อง16
28 กรกฎาคม 2569 ( 14:24 )
9

หลายคนอาจคิดว่า "กรุ๊ปเลือด" เป็นเพียงข้อมูลที่ใช้เวลาบริจาคเลือดหรือรับการรักษา แต่ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่า กรุ๊ปเลือดอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองด้วย

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2022 พบว่า ผู้ที่มียีนของกรุ๊ปเลือด A1 มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองก่อนอายุ 60 ปี สูงกว่าผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดอื่นประมาณ 16 เปอร์เซนต์ โดยนักวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์นี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พันธุกรรมและกรุ๊ปเลือด

นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาทางพันธุกรรม 48 งาน ซึ่งครอบคลุมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกือบ 17,000 คน และกลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่เคยเป็นโรคเกือบ 600,000 คน อายุระหว่าง 18-59 ปี

ผลการวิเคราะห์พบความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างยีนที่กำหนดกรุ๊ปเลือด A1 กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในวัยที่ยังไม่ถึง 60 ปี นอกจากนี้ การค้นหาทั่วทั้งจีโนมยังพบตำแหน่งของยีนที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรค ซึ่งหนึ่งในนั้นตรงกับตำแหน่งของยีนที่กำหนดกรุ๊ปเลือด

ทีมวิจัยระบุว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในวัยอายุน้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะดังกล่าว และผู้ที่รอดชีวิตอาจต้องใช้ชีวิตกับความพิการไปอีกหลายสิบปี ขณะที่สาเหตุของโรคในคนอายุน้อยยังมีการศึกษาไม่มากนัก

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่เกิดโรคหลอดเลือดสมองหลังอายุ 60 ปี โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วยกว่า 9,300 คน และกลุ่มควบคุมราว 25,000 คน นักวิจัยพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับความเสี่ยงของโรคไม่เด่นชัดอีกต่อไป สะท้อนว่าโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดในวัยหนุ่มสาวอาจมีกลไกการเกิดโรคแตกต่างจากผู้สูงอายุ

ผู้วิจัยอธิบายว่า โรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อยมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการเกิดลิ่มเลือด มากกว่าการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ

งานวิจัยยังพบว่า ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด B มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่ากลุ่มที่ไม่เคยเป็นโรคประมาณ 11 เปอร์เซนต์ โดยพบความสัมพันธ์นี้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม

ผลการศึกษานี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากรุ๊ปเลือดเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคหลอดเลือดสมอง และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาติดตามเพิ่มเติมเพื่ออธิบายกลไกที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว อีกทั้งผู้เข้าร่วมการศึกษาส่วนใหญ่มาจากอเมริกาเหนือ ยุโรป ญี่ปุ่น ปากีสถาน และออสเตรเลีย โดยมีผู้ที่ไม่ได้มีเชื้อสายยุโรปเพียงราว 35% จึงควรมีการศึกษาในประชากรที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อยืนยันผลลัพธ์

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง