รีเซต

นักวิจัยใช้ “AI” สังเคราะห์ “ไวรัส”เป็นครั้งแรก ก้าวสำคัญหรือภัยเงียบ?

นักวิจัยใช้ “AI” สังเคราะห์ “ไวรัส”เป็นครั้งแรก ก้าวสำคัญหรือภัยเงียบ?
TNN ช่อง16
8 สิงหาคม 2569 ( 10:58 )
56

นักวิจัยเผยความสำเร็จในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบและสร้างไวรัสขึ้นเป็นครั้งแรก แม้เปิดโอกาสใหม่ทางการแพทย์ แต่พร้อมกันนั้นก็จุดประเด็นความกังวลด้านความมั่นคงชีวภาพที่ต้องเร่งรับมือ

ทีมนักวิทยาศาสตร์บรรลุความสำเร็จครั้งสำคัญด้วยการใช้ AI ออกแบบไวรัสชนิดพิเศษที่เรียกว่า แบคทีริโอเฟจ (Bacteriophages) หรือไวรัสที่มีฤทธิ์ทำลายเฉพาะเซลล์แบคทีเรีย ซึ่งปัจจุบันมีการนำมาใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อเรื้อรัง จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่ากลุ่มไวรัสที่ออกแบบโดย AI นี้ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรีย E. coli สายพันธุ์ที่ดื้อต่อแบคทีริโอเฟจตามธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร. ไบรอัน เฮย (Dr. Brian Hie) วิศวกรเคมีจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้นำ Genome Language Models ซึ่งเป็นโมเดลภาษาทางพันธุกรรม ลักษณะเดียวกับ LLM ในระบบ AI แชตบอต มาใช้ออกแบบจีโนมที่ทำงานได้จริงของแบคทีริโอเฟจ ก่อนนำไปสร้างขึ้นจริงในห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบกับเชื้อ E. coli ในจานเพาะเชื้อ

กระบวนการสังเคราะห์ด้วย AI

ในการพัฒนาดังกล่าว ทีมของ ดร. เฮย ใช้โมเดล AI ชื่อ Evo1 และ Evo2 ซึ่งฝึกฝนด้วยข้อมูลทางพันธุกรรมของแบคทีริโอเฟจกว่า 2 ล้านชนิด โดยทีมงานตั้งใจคัดแยกข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสที่ก่อโรคในมนุษย์ สัตว์ และพืช ออกจากการฝึกฝน AI เพื่อลดความเสี่ยงในการออกแบบไวรัสอันตราย

AI ได้สร้างแบบจำลองจีโนมที่เป็นไปได้หลายพันรูปแบบ ซึ่งนักวิจัยคัดเลือกมาเกือบ 300 รูปแบบเพื่อนำมาสร้างจริงในห้องทดลอง โดยฉีดเข้าไปในแบคทีเรีย เพื่อให้เซลล์อ่านรหัสพันธุกรรมและผลิตแบคทีริโอเฟจชุดใหม่ออกมา แม้กระบวนการนี้จะยังมีประสิทธิภาพต่ำ มีเพียง 16 ชนิดที่รอดชีวิตและทำงานได้ แต่กลุ่มไวรัสที่สำเร็จก็สามารถเอาชนะกลไกดื้อยาของแบคทีเรีย E. coli ทั้งสองสายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

เสียงเตือนด้านความปลอดภัยชีวภาพ เมื่อการกำกับดูแลตามไม่ทันเทคโนโลยี

ทีมวิจัยได้ระบุในวารสารวิชาการ Science ว่า ความสามารถในการออกแบบจีโนมอย่างรวดเร็ว และปรับแต่งให้เจาะจงกับแบคทีเรียเป้าหมายโดยก้าวข้ามการดื้อยาได้นั้น อาจปฏิวัติวงการการรักษาด้วยเฟจ (Phage Therapy) และขยายเครื่องมือทางเทคโนโลยีชีวภาพได้อย่างมหาศาล 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังสะท้อนถึงข้อควรคำนึงสำคัญด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และการกักกันทางชีวภาพ พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่กำลังพัฒนาการสังเคราะห์จีโนม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ

ทั้งนี้ในบทความวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ร่วมกัน ศาสตราจารย์ ทอม อิงเกิลสบี (Prof. Tom Inglesby) และ ดร. โมริตซ์ ฮานเก (Dr. Moritz Hanke) จากมหาวิทยาลัยจอห์นสฮอปกินส์ ได้ย้ำถึงคำเตือนนี้ว่า แม้การนำ AI เข้ามาช่วย จะเป็นเรื่องน่ามีความหวังสำหรับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ แต่มันก็นำมาซึ่งคำถามเร่งด่วนด้านชีวอนามัยและความมั่นคง และการกำกับดูแลเพื่อควบคุมให้ปลอดภัยเช่นกัน

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ความเสี่ยงจริงอยู่ตรงไหน?

แม้จีโนมของแบคทีริโอเฟจจะมีขนาดเล็ก แต่นักวิจัยจากจอห์นสฮอปกินส์ชี้ว่า งานวิจัยนี้พิสูจน์แล้วว่า Generative AI สามารถสร้างจีโนมไวรัสที่ใช้งานได้จริง แม้ยังไม่แน่ชัดว่าวิธีนี้จะใช้กับไวรัสชนิดอื่นได้หรือไม่ แต่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรคในมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เป็นสิ่งที่ไม่ควรดำเนินต่อโดยเด็ดขาด เพราะอาจสร้างเชื้อก่อโรคชนิดใหม่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการที่มีอยู่

ด้าน ศาสตราจารย์ ทอม เอลลิส (Prof. Tom Ellis) จาก Imperial College London เห็นว่างานนี้น่าประทับใจ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการสร้างจีโนมที่ซับซ้อนกว่านี้นั้นยากเพียงใด 

เขามองว่าหาก AI ได้รับการฝึกด้วยรหัสพันธุกรรมอันตราย อาจถูกนำไปใช้ออกแบบไวรัสที่ร้ายแรงขึ้นได้จริง ซึ่งการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลพันธุกรรมและการจำกัดการสร้างจีโนมเสี่ยงจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ และรัฐบาลหลายแห่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่

ขณะที่ ดร. ฟิลิปปา เลนต์ซอส (Dr. Filippa Lentzos) จาก King’s College London ให้ความเห็นว่า จุดที่สำคัญที่สุดในการเข้ามากำกับดูแลในปัจจุบัน คือ ขั้นตอนการสังเคราะห์ DNA

โดยแนะนำว่า สิ่งสำคัญคือต้องมองภาพรวมการกำกับดูแลให้กว้างขึ้น ไม่ใช่เน้นการควบคุมไปที่ตัวโมเดล AI เพียงอย่างเดียว ควรมุ่งเน้นมาตรการป้องกันแบบเป็นลำดับชั้น ตั้งแต่การพัฒนาและการเข้าถึงโมเดล, การสอบทานงานวิจัยอย่างรับผิดชอบ, การคัดกรองขั้นตอนสังเคราะห์รหัสพันธุกรรม ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง